[Peacemaker fic] ทิวาอสูร : Chapter2

posted on 18 Jan 2012 20:35 by moon-drop

 

 

Chapter2

 

 


..ฮิมุโระ  เคียวเป็นคนมีพรสวรรค์..

 

และเขาพอจะรู้เหตุผลแล้ว   ว่าเพราะอะไรท่านผู้นั้นจึงได้ส่งนางเข้ามาอยู่ในกลุ่มชินเซ็น.. 

 

 

 

 

 

เมื่อได้เห็นความสามารถในการใช้ธนูของนางอย่างเต็มตาในภารกิจแรกกับงานกวาดล้างที่ซ่องสุมของพวกกบฏ   หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งจึงได้ตระหนักชัดเจน   เพราะได้นางมาร่วมกลุ่ม   จึงทำให้ภารกิจในวันนี้เบาแรงไปมาก   โอคิตะ  โซจิแน่ใจว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าธนูเพียงคันเดียวจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้   ดังนั้นเมื่อนางแสดงศักยภาพให้เห็นทั้งเขาและคนอื่นๆจึงได้แต่อ้าปากค้างไปตามๆกัน  

 

ท่ามกลางสมรภูมิเลือดขนาดย่อมที่ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็มีแต่การต่อสู้ห้ำหั่นกันนั้น   ธนูที่แปลกประหลาดคันนั้นได้ทำเกินหน้าที่ของมันไปไกลลิบ   เมื่อเจ้าของใช้มันต่างหอกยามที่ส่วนปลายแหลมคมเสียบทะลุทรวงอกศัตรู   หรือส่วนคันธนูที่แบนและคมกริบดุจใบมีดได้ดื่มเลือดคู่ต่อสู้ต่างดาบ   ทั้งใบหน้า   ลำคอ  และเสื้อคลุมสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์กลุ่มที่ฮิมุโระ  เคียวสวมใส่อยู่อาบชโลมด้วยของเหลวสีคล้ำเข้มเช่นเดียวกับเขาและคนอื่นๆยามเมื่อนางสังหารศัตรูด้วยปลายแหลมของอาวุธคู่ใจ    และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่โซจิได้เห็นรวมทั้งได้รู้ซึ้งถึงพิษสงของธนูเหล็ก..  ซึ่งมิใช่ทำจากเหล็กเพียงแค่คันธนูเท่านั้น   แต่ยังรวมถึงลูกธนูด้วย   ยิ่งกว่านั้นแม้กระทั่งสายธนูก็ยังทำด้วยเส้นลวดบางเฉียบแต่แข็งแรงและยืดหยุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ    และทั้งที่มันควรจะมีน้ำหนักอันมหาศาล..  หากเจ้าของก็ยังคงถือมันกวัดแกว่งไปมาอย่างง่ายดายราวกับว่าเป็นธนูไม้ไผ่   ทว่าโซจิกลับยังไม่ทันนึกเอะใจในเรื่องนี้    จนกระทั่งภายหลังนั่นแหละ..  จึงได้รู้ตัวว่าตนพบเจอกับเรื่องเกินความคาดหมายไปมากเพียงใด

 

เขาคิดถูกจริงๆที่มอบหมายหน้าที่ให้ฮิมุโระคุงคอยเฝ้าประตูด้านหลังพร้อมกับทหารอีกจำนวนหนึ่งเพื่อคอยจัดการกับพวกที่คิดหลบหนี   และได้กำชับไว้ว่าหากพบก็ไม่ต้องปรานี   แต่ก็คิดไม่ถึงว่านางจะจัดการพวกนั้นเสียจนอยู่หมัด   คิดไม่ถึงว่านางจะสามารถยิงธนูได้มากกว่าหนึ่งดอกพร้อมๆกันโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็งเป้าแม้แต่นิดเดียว   แถมยังเป็นการยิงที่แม่นยำฉับไวราวกับใช้เวทมนตร์อีกทั้งยังเฉียบขาดอย่างไม่น่าเชื่อ   เมื่อคมศรแต่ละดอกที่ปักตรึงแน่นอยู่บนร่างของคู่ต่อสู้ล้วนแต่อยู่ในจุดซึ่งเป็นจุดตายทั้งสิ้น  

 

ทว่าถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้หลุดรอดสายตาไปจนได้   นักรบฝ่ายตรงข้ามสามคนหลบหนีออกไปทางประตูลับขณะที่ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็ไล่ตามไปติดๆ   แต่ก็ยังดูจะคว้าน้ำเหลว   

 

“จับให้ได้นะ   อย่าให้หนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”  หัวหน้าหน่วยตะโกนสั่งเสียงเข้ม   ขณะที่ฮิมุโระซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพร้อมด้วยธนูคู่ใจเอ่ยถามขึ้นมา  

 

“อาจารย์โอคิตะต้องการจะจับตายพวกนั้นหรือไม่ขอรับ”

 

“แน่นอนอยู่แล้ว” 

 

ถึงจะพูดออกไปเช่นนั้นทว่าโซจิก็ทำใจเสียแล้ว   เมื่อได้เห็นเพียงแผ่นหลังของพวกพ้องที่วิ่งห่างออกไปจนแทบลับสายตาเขาก็จำต้องปลง   และมั่นใจว่าเจ้าพวกที่หนีรอดไปได้คงจะคาบข่าวสำคัญไปเตือนพรรคพวกเป็นแน่   หากขณะที่กำลังคิดด้วยความเสียดายอยู่นั้นน้ำเสียงนุ่มหูก็ตอบคำอย่างแผ่วเบาโดยที่โซจิไม่คาดคิดมาก่อน

 

“รับทราบขอรับ”

 

โดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว   ฮิมุโระ  เคียวยกคันธนูขึ้นทำมุมสี่สิบห้าองศา   มือเรียวบางพาดลูกธนูเหล็กสามดอกลงบนสายลวดแล้วง้างออกจนสุดระยะก่อนจะปล่อยมือ   เกิดเสียงดังผึงที่ริมหูพร้อมกับที่ทั้งหมดพุ่งหายไปจากสายตา   ทุกขั้นตอนกินเวลาเพียงเสี้ยวอึดใจ   วินาทีนั้นโซจิได้แต่เบิกตาค้างด้วยไม่มีเวลาเตือน..   นางคิดจะสังหารพวกเดียวกันหรือไร    ในเมื่อเห็นอยู่ว่าจากจุดที่พวกตนยืนอยู่นี้มีแผ่นหลังของพรรคพวกบังมิดจนไม่อาจเล็งยิงได้  

 

“นั่น   ฮิมุโระคุง ..เจ้าทำอะไรลงไป..” 

 

“ข้าปฏิบัติตามความประสงค์ของท่านขอรับ”  โดยปราศจากสีหน้าสำนึกผิด   ฮิมุโระ  เคียวเอ่ยเสียงหนักแน่นพลางทอดสายตามองตรงไปเบื้องหน้า  

 

“ข้าย่อมไม่เคยสั่งให้เจ้าสังหารพวกเดียวกันแน่ๆ”

 

โซจิหันมาพูดเสียงเข้มก่อนจะมองตามไปหากก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นนอกจากความว่างเปล่า   หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งขบริมฝีปากแน่น   เพราะรู้ดีว่าถึงแม้ที่ผ่านมาตนจะไม่อยากสั่งลงโทษลูกน้องสักเพียงใด   ทว่าคราวนี้จะละเว้นได้หรือ..   โทษจากการกระทำโดยประมาทอันก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตเพื่อนทหารนั้นมิใช่น้อยเลย   และนางคงไม่อาจรอดพ้นไปได้แน่  

 

“อาจารย์โอคิตะ!”

 

ทว่าอึดใจนั้นเองที่โอคิตะ  โซจิแลเห็นลูกน้องคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาจากทิศทางที่ไล่ตามพวกที่หนีไป  

 

“พวกกบฏที่หลบหนีถูกยิงตายหมดแล้วขอรับ”  ใบหน้าชื้นเหงื่อฉายแววตระหนกระคนไม่อยากเชื่อขณะที่รายงานผลการติดตามกับผู้เป็นนาย   เพราะไม่ว่าใครก็คงคิดไม่ถึง..  ว่าเป้าซึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตในระยะที่ไกลขนาดนั้น   ทั้งยังมีแผ่นหลังของพวกเดียวกันเป็นอุปสรรคอีกชั้น   หากธนูทั้งสามดอกกลับเข้าเป้าอย่างแม่นยำราวกับจับวาง   ดังนั้นเวลานี้สายตาทุกคู่จึงมุ่งสู่จุดสนใจเดียวกัน   คือใบหน้างามเรียบเฉยซึ่งเต็มไปด้วยหยดเหงื่อเกาะพราว   ฮิมุโระ   เคียวค้อมศีรษะลง   ขณะที่ธนูยาวซึ่งเต็มไปด้วยคราบโลหิตกระชับแน่นอยู่ในมือซ้าย 

 

“ท่านกำชับไว้ว่าอย่าปล่อยให้พวกนั้นหนีไป   ข้าจึงคิดว่าไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุขอรับ”  

 

 

 

 

................................................

 

“จวนจะได้เวลาอาหารเย็นแล้วมิใช่หรือ   ฮิมุโระคุงไปไหนเสียแล้วล่ะ”  

 

หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้องที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจหายตัวไปคนหนึ่ง   หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนออกแล้ว   ทหารหลายคนก็กำลังล้างหน้าล้างตา   บ้างก็นั่งๆนอนๆรอกินอาหาร   ทว่าฮิมุโระ  เคียวกลับไม่อยู่ที่นั่น   และคำตอบที่ได้รับก็มีเพียงอาการส่ายหน้าไปมาเท่านั้น   แม้แต่สหายร่วมสังกัดเดียวกันก็ยังไม่รู้ว่านางหายไปไหน   

 

“ข้าเห็นฮิมุโระคุงเดินไปทางเรือนนอนขอรับ  ..อาจารย์โอคิตะ    และก็ได้ถามแล้วว่าจะไปไหนแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ตอบ”

  

โอคิตะ  โซจิเพียงแต่นิ่วหน้าให้กับคำตอบที่ได้รับ   เวลานั้นเขายังไม่ได้กังวลอะไรมากไปกว่าความคิดที่ว่านางคงจะเหนื่อยเท่านั้น..

 

 

..แต่จะเป็นเพราะนางเหนื่อยกับภารกิจจริงๆน่ะหรือ..

 

คืนนั้นโซจิเข้านอนพร้อมด้วยความไม่เข้าใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ   แสงริบหรี่จากโคมกระดาษตรงหัวนอนส่องให้เห็นสีหน้าซึ่งส่อแววครุ่นคิดและเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน   หัวหน้าหน่วยที่หนึ่งกำลังคิดถึงภารกิจเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมากับพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของลูกน้องคนใหม่พลางพยายามจะหาคำตอบให้ตนเอง   เกิดอะไรขึ้นกับนางกันนะ..  หลังจากที่เสร็จจากภารกิจกวาดล้างตนก็พาลูกน้องในสังกัดกลับมายังฐานที่มั่นก่อนตะวันตกดินเล็กน้อย   จริงอยู่ว่าพวกตนออกแรงมากในวันนี้   เมื่อฝ่ายตรงข้ามที่ซุ่มซ่อนอยู่มีจำนวนมิใช่น้อยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันค่อนข้างรุนแรง   แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับทำให้อดทนรอเวลาอาหารเย็นไม่ได้เลยนี่นะ   ทั้งๆที่นางก็น่าจะหิวจัดในเมื่อต้องออกแรงไม่ต่างจากคนอื่นๆ   ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนสงสัยก็คือฮิมุโระ  เคียวกลับปลีกกายทันทีที่กลับมาถึง   นางหายเข้าไปในห้องพักของตนเองและไม่ได้ออกมาอีกเลยจนกระทั่งถึงเวลานี้     

 

ชายหนุ่มพลิกกายตะแคงข้างอย่างไม่สบายใจ   หรือว่านางจะป่วยกันนะ..   จะว่าไปเขาเองก็สังเกตเห็นว่าฮิมุโระคุงมีใบหน้าซีดขาวอยู่เหมือนกัน   เพราะการที่นางรีบหายตัวไปทันทีที่กลับถึงฐานเช่นนี้ดูจะมิใช่วิสัยปกติเลย   ถึงแม้ว่าจะเพิ่งมาเข้ากลุ่มได้ไม่นานทว่าโซจิก็พอจะมองออกว่านางเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างค่อนข้างดี   การวางตัวก็ไม่มีที่ติ   ดังนั้นกิริยาที่ใครถามอะไรก็ไม่ตอบแต่กลับหันหลังเดินจากไปดื้อๆอย่างนั้นทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ  

 

เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่มีใจจะนอนต่อ   ร่างในชุดนอนสีขาวยันกายขึ้นจากที่นอน   ชายหนุ่มคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วปัดผมดำยาวไปด้านหลังก่อนจะเดินไปที่ประตูห้อง   และทันทีที่บานประตูเลื่อนออกจากกันไอยะเยือกยามดึกก็ส่งผลให้เขาส่งเสียงไอแห้งๆติดกันเป็นชุด    ทว่าโซจิไม่สนใจกับอาการไอและแน่นหน้าอกของตนเองแล้วมุ่งหน้าไปทางเรือนพักของทหาร   บรรยากาศอันเงียบสงบนั้นพอจะทำให้เขาลืมอาการเจ็บป่วยของตนเองไปได้บ้าง 

 

หลังจากแอบเข้าไปที่โรงครัวแล้วโซจิก็มุ่งหน้าไปยังเรือนพักชั้นเดียวที่แลเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ท่ามกลางความมืดพร้อมด้วยถาดอาหารในมือ   ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆอะไรบางอย่างวิ่งมาชนที่ข้อเท้า   และเมื่อก้มลงมองเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อพบว่านั่นคือเพื่อนตัวน้อยที่ตนมักจะอุ้มไปไหนต่อไหนด้วย

 

“ไซโซ..  เจ้าตัวแสบ   แอบหนีออกมาจากคอกอีกแล้วสินะ”  โซจิถือถาดใส่อาหารไว้ด้วยมือหนึ่ง   ขณะที่มืออีกข้างที่ว่างช้อนร่างกลมสีชมพูขึ้นสู่วงแขน   เจ้าลูกหมูดุนศีรษะเข้ากับแผ่นอกเจ้าของอย่างประจบพลางส่งเสียงครางอย่างออดอ้อนด้วยความดีใจที่ได้พบ  

 

“ช่วยไม่ได้ล่ะนะ   เจ้าก็เป็นแบบนี้ทุกที   เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยพากลับไปคืนที่คอกก็แล้วกัน”

 

เขากอดมันเอาไว้ในอ้อมอกขณะที่เดินต่อไปยังเรือนนอน   ห้องพักของฮิมุโระ  เคียวเป็นห้องเล็กๆซึ่งอยู่ทางปีกขวาแยกห่างออกมาจากห้องนอนรวมของพวกผู้ชายไกลพอสมควร   กระนั้นเขาก็ยังต้องระวังเสียงฝีเท้าตนเองให้มาก   เพราะหากใครมาพบและเข้าใจว่าโอคิตะ  โซจิ.. ชายหนุ่มหน้าสวยแอบย่องเข้าห้องนอนผู้หญิงกลางดึกคงไม่งามแน่    

 

ทว่าสิ่งที่รออยู่คือความคาดไม่ถึงว่าตนเองจะไม่เป็นที่ต้อนรับถึงเพียงนี้    เอาละ..  จริงอยู่ว่าการพบกันยามวิกาลระหว่างบุรุษกับสตรีนั้นมิใช่สิ่งพึงกระทำ   ทว่าดูเหมือนนางจะยิ่งกว่าไม่ยินดีพบหน้าเขาด้วยซ้ำไป

 

“ฮิมุโระคุง..  ข้าเอง” 

 

โซจิต้องรออยู่นานเสียจนกระทั่งมือทั้งสองข้างชาจนหมดความรู้สึกเพราะอากาศเย็นจึงจะได้ยินเสียงตอบแผ่วๆดังมาจากข้างในห้อง

 

“ได้โปรดกลับไปเถอะขอรับ   หากมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ขอเป็นพรุ่งนี้”

 

ฮิมุโระ  เคียวมิได้แง้มประตูโผล่หน้าออกมาพูดคุยกับเขาด้วยซ้ำ   นางตอบเสียงเรียกของเขาด้วยคำพูดสั้นๆเพียงประโยคเดียว   จากนั้นก็ทิ้งเขาเอาไว้ท่ามกลางความเงียบสงัดพร้อมกับถาดอาหารในมืออีกพักใหญ่   และนั่นยิ่งเพิ่มความระแวงสงสัยให้มากขึ้น

 

“อย่าเข้าใจผิด.. ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ   เพียงแค่คิดว่าเจ้าอาจไม่สบายจึงตั้งใจจะทำข้าวต้มมาให้เท่านั้น”

 

“ข้าสบายดีขอรับ” 

 

จากนั้นก็ไม่มีการตอบสนองใดๆอีก   ฮิมุโระ  เคียวเก็บตัวเงียบเชียบและตั้งใจจะปล่อยเจ้านายอย่างเขาเอาไว้เช่นนี้จริงๆน่ะหรือ   เกิดอะไรขึ้นกันนะ..  กิริยาอันเต็มไปด้วยความเคารพนบนอบที่นางเคยมีอยู่ตลอดเวลานี้หายไปไหนเสียหมด   เหตุใดนางจึงกลายเป็นคนละคนกับเมื่อตอนกลางวันถึงเพียงนี้    แถมโซจิยิ่งต้องงุนงงมากขึ้น   เมื่อพบว่าเจ้าลูกหมูในอ้อมแขนตนเองทำตัวแข็งแล้วส่งเสียงขู่ฟ่อออกมา

 

“เป็นอะไรไป  ..ไซโซ” 

 

ปกติแล้วนอกจากกับเด็กรับใช้ตัวน้อยของรองหัวหน้ากลุ่มชินเซ็นแล้วไซโซมักจะเป็นมิตรกับทุกคน   แต่ถึงแม้มันจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเท็ตสึโนะสึเกะคนนั้นสักเท่าไร   หากก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงการทะเลาะกันแบบฆ่าเวลาเท่านั้น   แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน..   เขาไม่เคยเห็นเจ้าลูกหมูตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับใครถึงขนาดนี้มาก่อนเลย  

 

“ใจเย็นๆ  ..นี่เจ้าเป็นอะไรไป..”

 

ไม่เพียงแต่ไม่ยอมเชื่อฟัง   หากเจ้าหมูน้อยกลับแสดงท่าทีคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ   โซจิขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ถึงชั้นขนบางๆของลูกหมูซึ่งตั้งชันขึ้นจนครูดไปกับท่อนแขนตนเอง   ไซโซกำลังตัวสั่นเทาเพราะอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้สาเหตุ   แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังคงปักหลักสู้ตายอยู่บนตักเขาโดยไม่ยอมหนีไปไหนพร้อมกับมองตรงไปข้างหน้า   ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกจากบานประตูห้องของฮิมุโระ  เคียว

 

..ทำไมกันนะ..

 

---------------------------------------------

continue