Chapter73

posted on 11 May 2008 08:29 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

ดีค่า^ ^


ในตอนที่ผ่านมา ท่ามกลางความสับสนเเละเป็นกังวลของท่านมู ในที่สุดท่านอาจารย์ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า....


ต่างคนต่างก็ตกตะลึงที่ได้พบกันอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน เมื่อชิออนก็ไม่คิดว่ามูจะยังรอคอยตนอยู่ที่จามิล ในขณะที่น้องมูเองก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะกลับมาเมื่อไหร่ ดังนั้น... มูนดรอปคิดว่าเป็นนาทีที่น่าจับตามองค่ะ

ปล: เครดิตภาพงามๆจาก....

http://thorn.xii.jp/ellen/menu.html


-------------------------------------------------

Chapter73




“เพล้ง!!”




พริบตาที่หันมาสบตา... ชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่ถืออยู่ก็พลันหลุดร่วงไปจากมือโดยไม่ทันรู้ตัวก่อนจะหล่นลงพื้นแตกกระจาย หากเจ้าตัวกลับมิได้คิดสนใจใยดีจะเก็บกวาด เมื่อการได้พบหน้าผู้ที่เฝ้าห่วงหามาหลายวันส่งผลให้สมองมึนชาเสียจนมิอาจคิดอะไรออก มีเพียงใบหน้าอันแสนคิดถึงตรงหน้าเพียงเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของมูในเวลานี้ ...แต่กระนั้นศิษย์สาวตัวน้อยก็กลับตะลึงงันเสียจนทำอะไรไม่ถูก





....ท่านอาจารย์......



ริมฝีปากนุ่มขยับพูดหากแต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา มีเพียงน้ำตาหยดหนึ่งที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามที่แดงช้ำเพียงเท่านั้น ทว่าใบหน้าหวานซึ่งอิดโรยจากการอดหลับอดนอนมาหลายคืนกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆนานาปรากฏชัดอยู่บนสีหน้า..... อารีเอส มูได้แต่จ้องมองร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองชุดเดิมที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่ประตูบ้านอย่างไม่อยากเชื่อสายตา





“..! ...ท่าน!!...”



ชิออนถึงกับสำลักลมหายใจตนเอง.... ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าโดยแรงประหนึ่งเพิ่งจะได้รับอากาศหายใจ ในวินาทีที่ดึงร่างเล็กๆที่เฝ้าหลอกหลอนตนเสียจนแทบคลั่งทั้งในยามหลับและตื่นเข้ามากอดแนบแน่นโดยมิได้นำพากับเสียงร้องอุทานอย่างตกใจจากร่างงามในอ้อมแขน ชายหนุ่มซบใบหน้าเข้ากับศีรษะของมูแล้วซึมซับรสสัมผัสอันอ่อนหวานละมุนละไมกับกลิ่นกายอันหอมกรุ่นจากศิษย์ตัวน้อยอย่างสุดจะหักห้ามใจ





.....สำรับอาหารพวกนั้น.....



..มู ...หรือว่านี่เจ้า...

เฝ้าจัดเตรียมอาหารในส่วนของข้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องตลอด10วันที่ผ่านมางั้นหรือนี่




...ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าข้าจะกลับมาเมื่อไรเลยแท้ๆ



เจ้านี่มันช่าง....






“....ชู่ว์..... นิ่งซะ”



ชิออนโอบกอดร่างน้อยที่สะอึกสะอื้นอย่างหนักไว้แนบอกพลางลูบไล้เรือนผมนุ่มอย่างปลอบโยน พร้อมกับได้ตระหนักถึงความจริงว่า... ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสามารถมาแทนที่เด็กคนนี้ได้ และช่วงเวลาที่มีมูอยู่ในอ้อมแขนนี้มันก็ช่างมีค่ามากมายมหาศาลเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้น ..เขารัก... รักในทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นสาวน้อยคนนี้มากเพียงใด.....


วันนี้เองเพิ่งจะได้รู้ เพิ่งจะเข้าใจถ่องแท้ ...ว่าแท้จริงแล้วเขาถวิลหามูอย่างเจ็บปวดรวดร้าวมากมายสักเพียงไหน และการที่มิได้เห็นหน้า มิได้ฟังเสียงหวานๆถึง10วันก็ทำให้เขา....





“...มู.. ...ข้า..”



...ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว.......




ชายหนุ่มประคองดวงหน้าอันแสนคิดถึงให้เงยขึ้นก่อนจะประทับริมฝีปากเข้ากับกลีบปากนุ่มที่สั่นระริก พลางยอมจำนนสิ้นต่อความปรารถนาทั้งมวลที่เฝ้าเก็บซ่อนมาเป็นเวลานาน..... บัดนี้ไม่มีคำว่าอดทนอดกลั้นเหลืออยู่อีกต่อไป เมื่อสิ่งเหล่านั้นพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆไม่เหลือชิ้นดีตั้งวินาทีที่ได้เห็นดวงหน้างามนองน้ำตา


อ้อมแขนที่สั่นระริกโอบกระหวัดร่างน้อยไว้แนบชิดอย่างหวนแหนแล้วเฝ้าลิ้มชิมรสหวานจากริมฝีปากงามอย่างมิรู้เบื่อ ....และในยามนี้ใครก็ตามที่หมายปองของสูงค่านี้แล้วล่ะก็ คงจะมิอาจรอดพ้นจากเพลิงพิโรธของเขาเป็นแน่แท้ ในขณะที่เด็กสาวก็กลับมิได้ขัดขืนดังเช่นทุกครั้ง...



เป็นครั้งแรกในชีวิต ..ที่มูรู้สึกว่าการได้ซุกร่างอยู่กับแผ่นอกกว้างที่ตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออันงดงามสมบูรณ์แบบ และอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนี้เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรอย่างที่สุดแล้ว... สาวน้อยยอมเผยอริมฝีปากขึ้นในที่สุดแล้วปล่อยให้ชิออนกระทำตามใจปรารถนาในขณะที่เริ่มรู้สึกมึนเมาไปกับสัมผัสนั้นจนแทบจะทรงกายไว้ไม่อยู่ มือเล็กๆจึงยึดเกาะต้นแขนของท่านอาจารย์เอาไว้แน่นประหนึ่งดังที่พึ่งเมื่อแข้งขาดูเหมือนจะพาลหมดแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ




“เจ้าช่างหวานนัก....

นี่ข้าปล่อยเจ้าเอาไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”


น้ำเสียงแผ่วๆแสนนุ่มหูที่กระซิบผ่านลมหายใจอันถี่กระชั้นแนบชิดริมฝีปากงาม แทบจะส่งผลให้หัวใจที่เต้นเร็วแรงอยู่นั้นหลุดออกมานอกทรวงอกพร้อมด้วยร่างน้อยที่อ่อนเปลี้ยสิ้นเรี่ยวแรงด้วยความไม่ประสา ...และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าท่านอาจารย์จะแสดงท่าทีเช่นนี้กับตนได้ มูหลับตาลงช้าๆอย่างยอมจำนนหมดสิ้นหัวใจเมื่อชิออนก้มลงครอบครองริมฝีปากเนียนนุ่มอีกครั้งพลางแทรกปลายลิ้นลึกสู่ความหวานฉ่ำภายใน....




ราวกับนาฬิกาหยุดเดิน ....หรือมิเช่นนั้นก็กำลังหลงวนเวียนอยู่ในความฝันที่เหลือเชื่อที่สุด เมื่อร่างงามตกอยู่ในวงแขนของผู้ที่เฝ้าแอบหลงรักมานานแสนนาน.... แต่แล้วอารีเอส มูก็พลันสะดุ้งพร้อมด้วยเสียงร้องอุทานเมื่อจู่ๆชิออนก็รวบร่างตนลอยขึ้นจากพื้น แต่ครั้นจะเอ่ยปากถามสิ่งใดออกไปก็มีอันต้องใบหน้าแดงก่ำเมื่อสัมผัสได้ถึงประกายตาสีม่วงเข้มคู่นั้นที่โชนแสงแรงกล้าราวกับว่าท่านอาจารย์ได้กลายเป็นบุคคลอื่นที่ตนไม่เคยคุ้นมาก่อนเสียแล้ว



“ข้า.. ข้ายังไม่ได้เก็บสำรับเลย..”



ชายหนุ่มก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆอย่างไม่สนใจจะฟังเสียงทัดทานพร้อมด้วยร่างงามที่โอบกระชับแน่นอยู่ในอ้อมแขน ชายหนุ่มอดขันไม่ได้ยามที่ได้เห็นดวงหน้าหวานแดงก่ำพร้อมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างลังเลใจระคนหวาดหวั่น ก่อนจะก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากนวลในขณะที่มูแทบอยากจะหนีไปให้พ้นๆเสียในอึดใจนั้น เมื่อรู้สึกว่าสายตาของท่านอาจารย์กำลังจะทำให้ตนหลอมละลายกลายเป็นน้ำ



....นี่ตัวข้าเป็นอะไรไป... ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอบอุ่นเพียงใดแต่ก็กลับหนาวยะเยือกด้วยในขณะเดียวกัน...


อยากจะหนีไปเหลือเกิน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่ว่า ....สายตาของท่านมันช่างทรมานข้านัก....





“ก็ช่างสำรับนั่นปะไร”


น้ำเสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบาของชายหนุ่มส่งผลให้ดวงหน้างามยิ่งร้อนผ่าว หากก็ยังมิอาจเทียบได้กับชั่วขณะที่วงแขนแข็งแรงนั้นบรรจงวางร่างน้อยลงบนเตียงนอนของตนแล้วทาบทับตามลงไป และก่อนที่จะทันได้ทักท้วง ก่อนที่จะได้เอ่ยคำใด กลีบปากนุ่มที่กำลังเผยอน้อยๆอย่างตื่นตระหนกก็พลันถูกปิดสนิทเนิ่นนาน




“คิดถึงเจ้าเหลือเกิน...”


ชิออนกระซิบเสียงแผ่วชิดริมหูก่อนจะแนบริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนต้นคอขาวเนียน สาวน้อยพลันสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจเมื่อมือใหญ่แข็งแรงข้างหนึ่งลูบไล้แผ่วเบาอยู่ที่สีข้าง แล้วสอดมือเข้าสู่เบื้องหลังก่อนจะค่อยๆรูดซิปด้านหลังชุดที่ตนสวมอยู่ลงอย่างช้าๆ ในขณะที่อีกข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวเล็กทั้งคู่ไว้ด้วยกัน.... และทันทีที่ตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าของตนกำลังจะหลุดจากร่างมูก็เริ่มดิ้นรนอย่างจริงๆจังๆพร้อมด้วยความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง





“ไม่นะ!! ....อย่า..”



ทว่าเสียงร้องของเด็กสาวกลับถูกดูดกลืนหายลงไปในลำคอของชิออน เมื่อชายหนุ่มประทับจุมพิตอันแสนอ่อนโยนเพื่อสะกัดกั้นเสียงร้องโวยวาย พลางตระกองกอดร่างน้อยที่พยายามดิ้นรนไว้ในวงแขนอย่างนุ่มนวลพร้อมกับลงมือสำรวจทุกตารางนิ้วบนร่างงาม ...และนั่นก็ทำให้มูยิ่งรู้สึกร้อนวูบวาบไปกับสัมผัสที่ทั้งเนิบนาบแผ่วเบาราวกับขนนก และลวกร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ทั้งเรียกร้องและอ้างสิทธิ์ในขณะเดียวกัน... ส่งผลให้เรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนขัดขืนหมดลงทุกทีๆ ในขณะที่หัวสมองก็ราวกับจะหมุนคว้างเสียจนคิดอะไรไม่ออก




“มู... ข้าตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันยอมยกเจ้าให้กับใครอีก


...เจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”






......................................................



บรรยากาศอันสงบเงียบยามค่ำคืนของจามิล ที่มีแต่เพียงเสียงคำรามแผ่วๆจากท้องฟ้าเบื้องบนพร้อมด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงตะวันตกดิน เริ่มจะเย็นลงเรื่อยๆพร้อมด้วยความชุ่มฉ่ำที่โปรยปรายลงมาสู่ผืนดินแห้งแล้งเบื้องล่าง และดอกไม้น้อยๆก็เริ่มชูช่อแย้มกลีบบานเมื่อได้น้ำฝน


จากเพียงไม่กี่หยดที่ประพรมลงมาพอให้ชุ่มชื้นในทีแรกค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นทีละน้อยๆจนกระทั่ง.... แปรเปลี่ยนเป็นเสียงดังซ่านซ่ากระทบผืนดินและหลังคาดังก้อง พร้อมด้วยแสงแวบวาบแลเห็นเป็นเส้นขาวสว่างจ้าพุ่งดิ่งลงมาจากความมืดมิดเบื้องบนตามด้วยเสียคำรนคำรามที่ประหนึ่งอสูรกาย ....กลบเสียงหอบหายใจระรัวของคู่หนุ่มสาวที่กอดกระหวัดกันอยู่ท่ามกลางความมืด โดยมิได้สนใจแม้แต่จะจุดตะเกียงขึ้นหรือปิดหน้าต่างเมื่อยามสายฝนซัดสาดเข้ามา


เมื่อบัดนี้มีเพียงเสียงลมหายใจและไออุ่นจากร่างที่อิงแอบแนบชิดอยู่เท่านั้นที่มีค่าควรสนใจ... เมื่อภายใต้ฝ่ามือคือผิวกายเนียนละเอียดดุจผ้าไหมเนื้อดีกับรสชาติอันหวานล้ำเช่นนี้ ต่อให้ฟ้าดินถล่มทลายลงตรงหน้าก็ไม่คิดแยแส.....





“โอ๊ย!!....”



มูถึงกับสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อรู้สึกราวกับร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆพลางดิ้นรนหอบหายใจแรงอย่างตื่นตระหนก หากแต่บุรุษผู้เป็นที่รักกลับตรึงร่างงามไว้ภายใต้ร่างตนอย่างแน่นหนาแล้วประทับจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากพลางกระซิบปลอบโยน




“อย่าดิ้น.. อยู่นิ่งๆ ..มิฉะนั้นเจ้าจะยิ่งเจ็บมากกว่านี้


ปล่อยตัวตามสบายสิ.... ”



ถึงกระนั้นมูก็ยังคงพยายามสะบัดตัวหนีอย่างไม่ฟังเสียงใดๆทั้งสิ้น เพียงเพื่อจะได้พบว่ามันไม่เกิดผลอันใดเมื่อวงแขนอันแข็งแกร่งของชิออนยังคงกอดรัดตนไว้แน่นอย่างมิยอมผ่อนปรน ส่งผลให้ร่างนุ่มนิ่มที่สะอื้นอย่างเจ็บปวดต้องเบียดชิดแนบแผงอกกว้างที่ขยับเป็นลอนคลื่นงดงามตามจังหวะการหอบหายใจ.... ชายหนุ่มก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากนุ่มแล้วไล้ต่ำลงมาตามแนวขากรรไกร



“ไม่ต้องกลัว ...มันไม่เป็นไรหรอก แล้วเจ้าจะรู้สึกดีขึ้นในที่สุด”




ทว่าคำปลอบโยนอันนุ่มนวลนั้นกลับถูกกลบสิ้นด้วยเสียงคำรามลั่นอย่างกราดเกรี้ยวจากเบื้องนอก พร้อมด้วยแสงสว่างวะวาบที่สาดเป็นลำเข้ามาทางหน้าต่างบานสูง ต้องกระทบร่างที่เคลื่อนไหวสอดประสานกันอย่างลงตัวราวกับกำลังเริงระบำอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ผุดผ่อง พร้อมด้วยท่วงทำนองแห่งบทเพลงรักอันหวานซึ้งตรึงร่างที่ทั้งคู่ร่วมกันขับขาน ดุจดังลำนำเสน่หาที่กลั่นออกมาจากภายใน...


ไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำใดๆออกจากปาก หากก็ทำให้มูได้ตระหนักซึ้งถึงความรู้สึกอันซ่อนเร้นที่พลันระเบิดพร่างพราวออกมาจากหัวใจของชิออน เมื่อประกายตาวาววับที่สบประสานกันและกันท่ามกลางความมืดนั้นได้บอกกล่าวความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว.... ร่างงามสะท้านเยือกไปกับความนัยที่ได้รับรู้พลางจิกปลายเล็บลงบนบ่ากว้างอย่างลืมตัว พร้อมกับซาบซึ้งใจไปกับความอิ่มเอิบที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อได้เข้าใจในที่สุดว่าแท้จริงแล้วท่านอาจารย์รู้สึกกับตนอย่างไร



ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความอัดอั้นตันใจที่ล่วงผ่าน... ที่ทั้งคู่ต่างก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะรัก ....ทว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไปหัวใจทั้งสองดวงจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว... ภายใต้ดวงจันทร์ที่หลบเร้นซ่อนแสงมิดชิดอยู่ในกลุ่มเมฆดำทะมึนและม่านน้ำฝน รอเวลาที่จะออกมาทอแสงนวลอีกครั้งเสมือนหนึ่งจะเป็นพยาน....


ว่าบัดนี้คำทำนายจากวิถีดวงดาว แห่งชนเผ่าที่ต้องคำสาปนั้นได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว...


----------------------------------------------
To Be Con...Chapter74^0^


อย่างที่เคยบอกไปเมื่อนานมาเเล้ว ว่ามูนดรอปไม่ได้ต้องการจะนำเสนอความหื่น เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการดำเนินเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อทั้งเหตุเเละผลนำพาทั้งคู่ให้มาพบกันในลักษณะเช่นนี้... เเละในตอนต่อๆไปสีสันของเรื่องเองก็จะได้เปลี่ยนแปลงไปในอีกรูปเเบบหนึ่ง


ในขณะที่ชื่อ"Moonlight Serenade" อันหมายถึง "บทเพลงในยามค่ำคืน" หรือNight Songนั้น ก็เพิ่งจะได้เผยThemeหลักออกมาในตอนนี้เองค่ะ








“..โกรธข้าหรือเปล่า...”



น้ำเสียงอันแผ่วเบาที่กระซิบถามขึ้นที่ริมหูส่งผลให้ร่างน้อยหันกลับมาสบตาในที่สุดก่อนจะต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง.. เมื่อมันคือครั้งแรกในชีวิตที่มูได้เห็นถึงความลังเลและหวาดวิตกปรากฏขึ้นในดวงตาสีม่วงอเมทิสของท่านอาจารย์ที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม ...ก็มักจะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและสุขุมลุ่มลึกเสมอมา หรือว่านี่คืออีกตัวตนหนึ่งที่ท่านไม่เคยแสดงออกให้ตนเห็นมาก่อนเลย....




“ท่าน.. หมายความว่าอย่างไร”



“ข้าย่ำยีเจ้า... ทำให้เจ้าต้องมัวหมอง

ทั้งๆที่ก่อนนี้ข้าเคยผลักไสไล่ส่งเจ้าต่างๆนานา ก็เพราะหวังจะได้เห็นเจ้าเคียงคู่กับคนที่ดีและคู่ควรมากกว่าข้า ..แต่แล้วในที่สุดข้าก็ทำไม่ได้”

Chapter72

posted on 08 May 2008 23:43 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

เมื่อความปรารถนาในหัวใจกับความรู้ผิดชอบชั่วดีเดินสวนทางกัน ส่งผลให้ท่านชิต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างลงไป เเละมีเสียงตอบกลับจากคนอ่านเข้ามาในหลายๆเเง่มุม


เป็นอะไรที่มูนดรอปดีใจมากค่ะ ต้องขอขอบคุณสำหรับทุกๆความคิดเห็นที่ส่งเข้ามาให้เลยนะคะ
เพราะฟิคเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับกำลังใจเเบบนี้จากทุกคนค่ะ^ ^


เนื้อเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้อาจจะถูกใจหลายๆคนเเละไม่ถูกใจหลายๆคน เเต่ก็ขอให้ติดตามให้กำลังใจกันต่อไปด้วยนะคะ

ปล...  มูนได้ตอบคอมเม้นของทุกท่านเอาไว้ในเอนทรี่ของตอนที่71เเล้วนะคะ  


---------------------------------------------


Chapter72



นัยน์ตาสีอเมทิสเพียงแค่ตวัดสายตาขึ้นมองโคมกระดาษสีแดงที่แขวนอยู่เหนืออาคารทรงสูงแบบร่วมสมัยที่ตกแต่งอย่างสวยงามก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปภายใน.... เห็นได้ชัดว่า50ปีที่ล่วงมานั้นได้ทำให้สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนโฉมไปเสียจนแทบจำมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน ทั้งสีสัน บรรยากาศและกลิ่นอายซึ่งดูหรูหราโอ่โถงมากกว่าแต่ก่อน


ชิออนหวนนึกครั้งที่สถานที่แห่งนี้ยังเปิดกิจการเป็นภัตตาคารและโรงแรมเล็กๆ ที่ซึ่งตนเคยแวะเวียนเข้าออกมานั่งรับประทานอาหารและเลี้ยงดูรับรองสหายรักจากโกโรโฮนับครั้งไม่ถ้วน ...คิดไม่ถึงว่า50ปีผ่านไปร้านอาหารแห่งนี้จะกลับกลายเป็นที่พักอาศัยของเหล่า “นางฟ้า” ผู้งดงามซึ่งถูกฝึกสอนให้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการร่ายรำ ขับร้องและดนตรี ตลอดจนการเอาอกเอาใจบุรุษสารพัดวิธี ....เป็น50ปีซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดจะแวะมาเยือนอีกเลยเมื่อมันช่างขัดกับมโนธรรมในจิตใจยิ่งนัก



แม้ว่าในอดีตอันยาวนานของตนจะเคยมีสตรีมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาในชีวิต ทว่าพวกนางก็ล้วนแต่ผ่านเข้ามาและจากไปด้วยความตั้งใจและเต็มใจของตนเอง...


ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะมองเพศแม่เป็นเครื่องเล่นที่สามารถไขว่คว้าหามาแนบกายได้โดยง่ายเพียงแค่จ่ายค่าตอบแทนให้ .....ในเมื่อพวกนางก็คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับตน ทว่าในเวลานี้เขาไม่มีทางเลือกอีกต่อไปแล้ว... เพื่อเป็นการกำจัดความโหยหาที่มีต่อศิษย์เพียงคนเดียวของตนให้สิ้นซาก ชิออนจึงตัดสินใจที่จะกลับมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง





“ยินดีต้อนรับค่ะ ...เชิญทางนี้สิคะท่านผู้มาเยือน”





ชายหนุ่มหันขวับเมื่อเสียงหวานๆทักขึ้นจากเบื้องหลังก่อนจะต้องถอนหายใจ เมื่อได้พบว่ามีสตรีสาว3นางในสภาพแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงามยืนยิ้มรออยู่ กิริยาย่างเยื่องซึ่งเต็มไปด้วยความเย้ายวนชวนเชิญนั้นบ่งบอกชัดถึงสิ่งที่พวกนางได้รับการฝึกสอนมา ทว่าชิออนกลับมองผ่านเลยไปอย่างไม่แยแสก่อนจะปล่อยให้หนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาใกล้แล้วเกาะแขนตนไว้ในขณะที่อีก2นางเดินนำไปยั่งที่นั่งสำหรับรับรองแขก




ไม่ว่าจะมองอย่างไรอายุยังไม่น่าจะเกิน20ปีเลย ...เหตุใดจึงได้เลือกเดินในวิถีทางเช่นนี้นะ


..ช่างน่าเสียดายแทนนัก....





“..ไม่ต้องต้อนรับให้มากพิธีไปหรอก...”



น้ำเสียงอันทุ้มลึกขัดขึ้นทันทีที่ได้เห็นว่าพวกนางกำลังจะทำสิ่งใด เรือนกายที่กำลังร้อนจัดเอนหลังอิงพนักเก้าอี้อย่างฝืนใจ ด้วยพิษไข้ที่กำลังเล่นงานตนหนักขึ้นทุกนาทีนั้นชักจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเสียแล้ว



“ในเวลานี้ข้าไม่มีแก่ใจจะมาชมการร่ายรำหรอก


ข้าต้องการที่จะลืมสตรีนางหนึ่ง ...และหากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งในที่นี้สามารถจะทำให้ข้าลืมนางได้ล่ะก็...”




นัยน์ตาสีม่วงเข้มวาววับกวาดมองดวงหน้าซึ่งตกแต่งอย่างงดงามด้วยสีสันต่างๆ ส่งผลให้บรรดา “นางฟ้า”ทั้งหลายต่างก็มีอันต้องใบหน้าร้อนผ่าวไปตามๆกันพร้อมกับพากันขยับล้อมวงเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้ซึ่งพวกนางไม่เคยพบเจอใครรูปงามเช่นนี้มาก่อน




“ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม”







.....................................................




“แกร๊ก..”



โกลเซนต์อารีเอสวางถาดในมือลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิม ...ตัวที่เคยใช้เป็นที่แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเจอในแต่ละวันร่วมกับบุรุษผู้เป็นอาจารย์ทั้งในเวลาเช้า กลางวัน เย็นพร้อมด้วยสำรับอาหารที่อาจจะดูซ้ำซากจำเจอยู่บ้าง ...หากแต่การที่จามิลแห่งนี้มีผักปลาและเนื้อสัตว์ก็นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งแล้ว ด้วยสภาพแวดล้อมอันเวิ้งว้างว่างเปล่าปราศจากบ้านเรือนของผู้คน อีกทั้งยังแห้งแล้งกันดารและเต็มไปด้วยภยันอันตรายเช่นนี้ การหาอาหารจึงมิใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย


เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวเข้มทอดมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมกับถอนใจ....




....ท่านอาจารย์...


เวลานี้ท่านไปอยู่ที่ใดกันนะ.. ทั้งๆที่มีไข้สูงถึงเพียงนั้น...




ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ไม่ว่าจะส่งกระแสจิตไปหาอย่างไรก็แล้วแต่ ..ไม่เคยมีเสียงตอบกลับจากท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว... และก็เป็นอีกครั้งที่มูต้องรีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนที่มันจะทำให้ขอบตาต้องบวมแดงมากว่าที่เป็นอยู่ ...ร่างน้อยฝืนใจหันกลับมาสนใจกับสำรับอาหารที่ตนนำมาตั้งไว้ตามเวลา3มื้อทุกวันไม่เคยขาด ด้วยความหวังลึกๆว่าท่านอาจจะกลับมาในเวลาใดเวลาหนึ่ง



....ด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงดีเช่นนั้น ท่านอาจารย์คงจะต้องหิวแน่ๆ....





ถึงแม้ว่ามูจะยังคงหวาดหวั่นไปกับการกระทำที่เหลือเชื่อของบุคคลซึ่งตนรักและเชื่อใจมากที่สุด มากพอๆกับที่ยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ท่านทำเรื่องเช่นนั้นกับตน อีกทั้งยังสับสนไปกับความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้น..... ทว่าร่างน้อยก็ยังคงชะเง้อหาผู้ซึ่งเป็นที่รักอย่างเป็นห่วงเป็นใย ด้วยในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยจะมีครั้งใดที่ท่านอาจารย์ของตนจะเป็นอย่างนี้ ..ท่านมักจะวางตัวสงบเยือกเย็นเสมอมาและไม่เคยจะกระทำตัวราวกับขาดสติถึงเพียงนี้มาก่อน



ในอึดใจนั้นคำเตือนด้วยความหวังดีของสหายรักก็พลันดังก้องขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันในใจ



...ระวังตัวให้ดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่าเจ้าเป็นสตรี


โดยธรรมชาติแล้วไม่มีบุรุษคนใดหรอก ที่จะหักห้ามใจได้เมื่อมีดอกไม้งามมาให้เชยชมถึงที่...





คำพูดนั้นทำให้มูยิ่งกัดริมฝีปากแน่นอย่างหวาดหวั่นและเป็นกังวล ทั้งๆที่ตนเคยหัวเราะขันไปกับความคิดอันหาสาระมิได้ของชากะ แต่ในยามนี้กลับต้องตระหนักว่ามันมิใช่เรื่องล้อเล่น... เมื่อสัมผัสอันร้อนผ่าวยังคงทิ้งร่องรอยอยู่บนริมฝีปาก ในขณะที่ความหวาดกลัวยังคงเกาะกินจิตใจเช่นเดียวกับวันนั้น ....แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม.. ท่านอาจารย์กำลังไม่สบาย และตนจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านอย่างเด็ดขาด




แต่ไม่ว่าจะเฝ้ารอสักเพียงไหนก็ดูเหมือนว่าในที่สุดก็คงจะต้องเทอาหารในส่วนของท่านอาจารย์ทิ้งไปอีกแล้ว เมื่อตะวันตกดินแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าท่านจะกลับมา....

ภายใต้แสงสีชมพูหม่นของยามอัสดง อารีเอส มูจัดการกับอาหารเย็นของตนอย่างเงียบๆตามลำพัง มีเพียงแสงไฟดวงน้อยจากตะเกียงน้ำมันตรงหน้าเป็นเพื่อนคลายเหงา ดวงตาสีเขียวเข้มที่มีหยาดน้ำเอ่อคลอเพ่งมองประกายแสงที่ไหวระริกพลางคิดคำนึงถึงช่วงเวลาในอดีตที่เคยมีความสุข... ยามที่เคยมีท่านอยู่เคียงข้างเกือบตลอดเวลา...




แล้วภาพของเด็กน้อยที่นั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ ฟังเสียงท่านอาจารย์เล่าเรื่องราวต่างๆด้วยดวงตาที่เป็นประกายก็พลันปรากฏให้เห็นเป็นเงาส่ายไหวไปมาอยู่ที่ผนังห้องล้อแสงไฟจากตะเกียง ในขณะที่น้ำเสียงอันทุ่มนุ่มน่าฟังของท่านกลับดังขึ้นที่ริมหู และนั่นก็ส่งผลให้มูต้องวางตะเกียบในมือลงเมื่อรู้สึกว่ามิอาจทนฝืนได้อีกต่อไป


เป็นเช่นเดียวกับมื้อที่ผ่านๆมาซึ่งตนมิอาจจะกล้ำกลืนฝืนกินอะไรได้มากไปกว่าข้าวเพียงครึ่งถ้วยพร้อมด้วยกับข้าวอีกเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อความห่วงกังวลถึงอาจารย์ผู้มีพระคุณส่งผลให้มิอาจจะข่มตาหลับได้เลยแม้แต่คืนเดียว



และก็เป็นเช่นเดียวกับมื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือมื้อไหนๆที่ผ่านมา... ร่างเพรียวบางลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางเก็บรวมรวมจานชามทั้งของตนเอง และสำรับที่ยังมิได้ถูกแตะต้องเข้าด้วยกันภายใต้ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ ที่เวลาผ่านมาถึงป่านนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าผู้เป็นที่รักอยู่ที่ไหน ...มูยกแขนขึ้นปาดหยดน้ำตาที่คอยแต่จะเอ่อล้นขึ้นมาพร้อมกับสูดหายใจโดยแรง ก่อนจะค่อยๆเรียงจานชามสำรับอาหารลงในถาดไม้ใบเดิมโดยมิทันได้รู้สึกถึงห้วงอากาศที่บิดเป็นเกลียวที่ด้านหลัง





ทันทีที่ปรากฏร่างขึ้นที่ประตูทางเข้า....


ชิออนก็ถึงกับตะลึงงันเมื่อได้เห็นร่างเล็กๆที่ตนพยายามบังคับหัวใจตัวเองให้ลืมมาตลอด10วันที่ผ่านมา เรือนผมสีม่วงอ่อนยังคงรวบหลวมๆไว้ที่กลางหลังอย่างเช่นเคย ในขณะที่ปลายผมหนานุ่มเคลียเคล้าอยู่กับสะโพกผายพร้อมด้วยเสื้อผ้าชุดเก่าที่แสนจะเรียบง่าย หากภาพด้านหลังของศิษย์ตัวน้อยกลับงดงามจับจิตจับใจนัก ส่งผลให้ชายหนุ่มแทบไม่อาจจะละสายตาไปจากภาพตรงหน้าได้เลย...


ยิ่งกว่านั้นเขากลับรู้สึกว่าลมหายใจของตนเองติดขัด พร้อมด้วยความรักและความคิดถึงที่ตนมั่นใจว่าได้กลบฝังเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วพลันล้นทะลักออกมาจากหัวใจ ในพริบตาเดียวกับที่มูหันหน้ากลับมา...


---------------------------------------------
To Be Con...Chapter73*0*


มูนดรอปคิดว่านี่เป็นตอนที่เขียนยากที่สุดตอนหนึ่งเลยก็ว่าได้ รวมถึงตอนที่73ซึ่งเป็นตอนหน้าด้วย... ในขณะที่เรื่องกลังจะถึงจุดไคลเเมคด้วยอะไรก็ตามที่หลายๆคนรอลุ้น เเต่จะทำอย่างไรให้ภาพที่ออกมานั้นไม่น่าเกลียดจนเกินไปนัก เป็นโจทย์ที่มูนดรอปยังตีไม่เเตกค่ะ



เเต่ในที่สุดท่านชิก็กลับบ้านเเล้ว เเละการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลอย่างไร....








ชิออนโอบกอดร่างน้อยที่สะอึกสะอื้นอย่างหนักไว้แนบอกพลางลูบไล้เรือนผมนุ่มอย่างปลอบโยน พร้อมกับได้ตระหนักถึงความจริงว่า... ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสามารถมาแทนที่เด็กคนนี้ได้ และช่วงเวลาที่มีมูอยู่ในอ้อมแขนนี้มันก็ช่างมีค่ามากมายมหาศาลเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้น ..เขารัก... รักในทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นสาวน้อยคนนี้มากเพียงใด.....


วันนี้เองเพิ่งจะได้รู้ เพิ่งจะเข้าใจถ่องแท้ ...ว่าแท้จริงแล้วเขาถวิลหามูอย่างเจ็บปวดรวดร้าวมากมายสักเพียงไหน และการที่มิได้เห็นหน้า มิได้ฟังเสียงหวานๆถึง10วันก็ทำให้เขา....





“...มู.. ...ข้า..”



...ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว.......

Chapter71

posted on 05 May 2008 08:18 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

ดีค่ะ^ ^


สำหรับในตอนที่71นี้อาจมีฉากเเรงนิดนะคะ

สืบเนื่องจากตอนที่เเล้ว เมื่อยิ่งหนีกลับยิ่งเจอ ...ท่านชิออนเองก็กำลังเจอกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะหลีกหนีให้ไกลอยู่ตลอดมา ..นั่นก็คือศิษย์ของตัวเอง ในขณะที่น้องมูกลับดูจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรกะเค้าเลย-*-



ปล:ภาพหัวบลอคที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้คือผลงานการวาดภาพประกอบฟิคของน้องเเป้งLavenyaค่ะ(ใครที่ยังเห็นเป็นภาพเก่าอยู่ให้กดรีเฟรช1ครั้งค่ะ)


------------------------------------------------


Chapter71



“ท่านอาจารย์.. ข้าเอายามาให้แล้วครับ อาการท่านเป็นอย่างไรบ้าง”


เสียงใสกังวานของศิษย์ตัวน้อย ส่งผลให้ผู้เป็นอาจารย์จำต้องฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากด้วยพิษไข้ซึ่งกำลังส่งผลให้ร่างกายหนักอึ้งเสียจนแทบขยับตัวไม่ไหว นัยน์ตามีม่วงเข้มจ้องมองร่างงามระหงในชุดสีชมพูอ่อนที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้พร้อมด้วยถุงยา ถาดใส่น้ำและผ้าผืนเล็กๆในมือ




“ขอบใจ ข้าไม่เป็นไรแล้ว เอายานั่นวางไว้ที่โต๊ะแล้วเจ้าก็ออกไปซะ”


ทว่าน้ำเสียงอันแหบแห้งของชิออนกลับยิ่งดึงให้มูก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น พร้อมด้วยความกังวลที่ฉายชัดอยู่บนสีหน้า ร่างน้อยทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงเคียงข้างผู้เป็นอาจารย์โดยมิฟังเสียงทัดทานของคนป่วยก่อนจะเอื้อมมือแตะท่อนแขนที่ร้อนจัดราวกับกำลังลุกเป็นไฟ และทันทีที่สัมผัสถูกมูก็ถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ


“ท่านอาจารย์! นี่... นี่ท่านตัวร้อนถึงเพียงนี้เเล้วใยก่อนหน้านี้จึงไม่เรียกข้าล่ะครับ”




อารีเอสมูรีบหันกลับไปคว้าผ้าชุบน้ำขึ้นมาจากถาดก่อนจะบิดให้แห้งหมาดๆ เเต่เมื่อครั้นจะลงมือเช็ดเนื้อเช็ดตัวที่ร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ชิออนก็กลับสะบัดตัวหนี และศิษย์ตัวน้อยก็มีอันต้องสะดุ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงฤทธิ์โทสะจากร่างที่กำลังนอนซมอยู่เบื้องหน้า แต่กระนั้นความคิดที่จะละทิ้งผู้เป็นอาจารย์เอาไว้ในสภาพนี้กลับมิเคยมีอยู่ในสมอง




“ข้าบอกให้ออกไปไง... เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไร!.... ไปสิ!!!”



เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มูต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดอย่างไม่มีเหตุผลของท่านอาจารย์ดังขึ้นอย่างกระแทกกระทั้น พร้อมด้วยดวงตากลมโตคู่งามที่กำลังฉายเเววสับสนไม่เข้าใจกับสภาพอารมณ์อันฉุนเฉียวอย่างไร้ที่มาของท่าน ...แต่ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าทางที่ดีตนควรจะปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี หากเเต่ความเป็นห่วงในตัวท่านอาจารย์นั้นกลับมีอำนาจเหนือกว่า

และชิออนก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างขัดเคืองพร้อมกับขบกรามแน่น เมื่อมูตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งของตนด้วยการโน้มร่างเข้ามาหาเเล้ววางผ้าชุบน้ำลงบนหน้าผาก ..พร้อมกับเเตะหลังมือลงบนเรียวเเก้มของตนอย่างเป็นกังวล



“ขออภัยครับท่านอาจารย์... หากว่าท่านมิต้องการให้ข้าอยู่ข้าก็จะไป หากเเต่ขอให้ข้าได้เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ท่านสักนิดเถิด

ให้ตัวท่านเย็นขึ้นสักเล็กน้อยเพื่อให้ท่านรู้สึกดีขึ้น....”


...กลิ่นหอมจางๆจากปอยผมนุ่มสีม่วงอ่อนที่ตกลงมาระใบหน้าชิออน คละเคล้าไปกับกลิ่นกายสาวอันหอมละมุน อีกทั้งความอดทนอดกลั้นที่เคยมีมานานซึ่งร่ำๆจะขาดผึงอยู่รอมร่อ ส่งผลให้ชายหนุ่มมิอาจจะหักห้ามใจได้อีกต่อไป...





ประหนึ่งดังสายพิณที่ขึงจนตึงเปรี๊ยะถูกของมีคมตัดเสียจนขาดสะบั้น สายลวดเส้นยาวก็พลันดีดตัวออกจากกันอย่างแรงก่อนจะกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง.... ดังเช่นความปรารถนาที่มีต่อสตรีอันเป็นที่รักซึ่งอดทนเฝ้าเก็บงำมาเนิ่นนาน ณ บัดนี้ถึงกาลต้องสะบั้นลงด้วยกลิ่นกายอันหอมหวานรัญจวนใจและสัมผัสเนียนนุ่มที่ตนพยายามหลบเลี่ยงตลอดมา



เเละกว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ชิออนก็กระชากร่างน้อยเข้ามาเบียดชิดเเล้วเเนบริมฝีปากอันร้อนผ่าวของตนเข้าหากลีบปากนุ่มอย่างโหยหา เรือนกายอันเเข็งเเกร่งถึงกับสะท้านเยือกไปกับเเรงปรารถนาที่พลันระเบิดออกมา.... ในขณะที่ท่อนเเขนโอบกระชับรอบร่างงามซึ่งทาบทับอยู่บนร่างของตนเเนบเเน่น หากมือใหญ่เเข็งเเรงอีกข้างกลับยึดศีรษะสวยได้รูปให้รับจุมพิตเเต่โดยดี พร้อมกับบังคับริมฝีปากนุ่มนิ่มให้เผยอออกด้วยปลายลิ้น



ศิษย์ตัวน้อยถึงกับตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกจู่โจมในลักษณะนี้จากบุคคลที่ตนไม่เคยคาดคิดมาก่อน แม้ร่างน้อยจะตื่นตระหนกอย่างแรงแต่กระนั้น.... มูกลับรู้สึกว่าสัมผัสอันรุกเร้าที่บดขยี้ริมฝีปากของตนอย่างแสดงความเป็นเจ้าของนั้นกลับแตกต่างจากฝันร้ายในคราวก่อนอย่างลิบลับ เมื่อรสสัมผัสจากท่านอาจารย์ราวกับจะสูบกลืนเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ ถึงแม้ว่าคิดอยากจะขัดขืนสักเพียงใดทว่า... แข้งขาตนกลับไร้เรี่ยวแรงลงเสียดื้อๆ จำต้องยอมให้ชายหนุ่มสำรวจเรือนร่างเนียนนุ่มเอาตามใจชอบ



ชิออนไล้ริมฝีปากลงมายังลำคอขาวเนียนก่อนจะเรื่อยต่ำลงไปยังเนินอกอิ่ม พร้อมกับดึงชุดที่มูสวมอยู่ให้เลื่อนตามลงไปจนกระทั่งภูษาสีชมพูอ่อนลงไปกองอยู่ที่บั้นเอวเปิดเผยผิวกายขาวนวลเนียนให้ประจักษ์แก่สายตา และมูก็มีอันต้องร้องอุทานอย่างตกใจเมื่อฝ่ามือร้อนผ่าวสัมผัสถูกทรวงอกเปลือยงามสล้าง ก่อนจะตามด้วยปลายลิ้นและริมฝีปากอันร้อนระอุที่แนบตามลงไป เเละในอึดใจนั้นร่างงามก็เริ่มดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ในขณะที่บุรุษผุ้เป็นอาจารย์ยังคงโลมลูบผิวกายเนียนละเอียดนั้นอย่างไม่สนใจจนกระทั่ง....


พลันได้สติว่ากำลังทำอะไรลงไป ...เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการตื่นกลัวเสียจนสั่นสะท้านของร่างนุ่มนิ่มในอ้อมเเขน ชายหนุ่มจึงได้ผลักศิษย์ของตนออกไปสุดเเรง..







“ไป!!.. ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!!!


ทั้งๆที่ข้าเตือนเจ้าก็เเล้ว... ไล่เจ้าก็เเล้ว หากว่าเจ้ายังไม่ไปข้าจะไปเอง!!!”




พริบตานั้น ร่างอันสูงใหญ่ที่ยังคงอ่อนเพลียอย่างหนักของชิออนก็ยันร่างขึ้นจากเตียง ก่อนจะรวบผ้าห่มขึ้นพันกายแล้วก้าวออกไปจากห้องอย่างมิเเยเเสศิษย์ของตน ซึ่งนั่งตัวสั่นงันงกอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ที่พื้นห้อง.....


ใบหน้างามแดงก่ำพร้อมด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอ่อคลออยู่ที่ขอบตา ในขณะที่ความ สับสน ตื่นกลัว และไม่เข้าใจกำลังพลุ่งพล่านอย่างรุนแรงอยู่ภายใน มือน้อยที่สั่นระริกกำแน่นอยู่ที่ชุดของตนก่อนจะดึงมันขึ้นปิดบังทรวงอกเปลือยเปล่า







......นี่มันเกิดอะไรขึ้น... ..เมื่อครู่นี้มันเรื่องอะไรกัน...




เหตุใดท่านอาจารย์ของตนจึงได้ทำอะไรเช่นนี้....



ทั้งๆที่ผ่านมาท่านคือผู้ที่ตนให้ความไว้วางใจอย่างไม่เคยมีข้อแม้ใดๆ แต่เเล้วเหตุใดท่านจึงกลับ.. ทำในสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้






...อา.... ช่างน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน



เมื่อครู่นี้ท่านอาจารย์ราวกับเป็นปีศาจร้าย ที่ทำเรื่องน่ากลัวได้เช่นเดียวกับเจมินี่ ซากะผู้นั้น...






ทำไมกัน.....







..................................................


อารีเอส ชิออนปรากฎร่างขึ้นบนถนนเส้นหนึ่งใจกลางเมืองในสภาพที่มีหยาดเหงื่อไหลโทรมร่าง... เรือนกายสูงใหญ่ในชุดลำลองที่หยิบฉวยมาได้อย่างลวกๆกำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเสียจนส่งผลให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความประหลาดใจ หากในยามนี้ชายหนุ่มกลับมิได้สนใจสายตาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย เมื่อขณะนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เขาใส่ใจได้มากเท่ากับความรู้สึกผิดซึ่งทิ่มแทงใจอยู่ในเวลานี้


แต่ที่ทำให้เขาต้องรู้สึกอดสูยิ่งกว่านั้นก็คือท่าทีที่ตื่นตระหนกอย่างรุนแรงของเด็กคนนั้นกับแววตาที่ตื่นกลัวและไม่เข้าใจ พร้อมด้วยร่างเล็กๆที่สั่นสะท้านอยู่ในอ้อมแขนของตน.....







...เทพเจ้า.. นี่เขาทำอะไรลงไป......



พริบตาเดียวที่เผลอใจ เขาก็ลงมือกับศิษย์ของตน.... ทั้งๆที่มิเคยมีความคิดที่จะทำเลยแม้แต่น้อย



....มีแต่เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ข้ามิอยากจะแตะต้อง


มิอาจจะทำให้มัวหมองได้....





ท่อนแขนแข็งแรงพลันยกขึ้นกอดอกแน่นเพื่อระงับอาการสั่นเทาด้วยพิษไข้ พร้อมๆกับตระหนักได้ถึงคลื่นปรารถนาที่ปะทุออกมาอย่างรุนแรงเสียจนมิอาจจะเก็บซ่อนไว้ได้อีกต่อไปแล้ว ...และนั่นก็ทำให้ชิออนต้องสะท้านเยือก ด้วยรู้แน่ชัดว่าตนมิอาจจะกลับไปพบหน้ามูได้อีกแล้วโดยมิต้องหวาดกลัวว่าจะทำเรื่องอัปยศกับเด็กคนนั้นอีก



ดูเหมือนว่าความปรารถนาที่จะใช้เวลาที่เหลืออย่างสงบในบั้นปลายของชีวิตอย่างเช่นที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ชายหนุ่มมิได้คิดยุ่งเกี่ยวกับสตรีในเชิงกามารมณ์มาหลายสิบปีนั้นกำลังส่งผลเสียแล้ว เมื่อมันกำลังจะทำให้เขาตกเป็นทาส... ตกอยู่ภายใต้เพลิงราคะที่แผดเผาร้อนเร่าให้ต้องทุรนทุรายทุกคราที่ได้พบสตรีผู้เป็นที่รัก



และเพื่อปกป้องมูให้บริสุทธิ์ผุดผ่องจากเงื้อมมือของตน.... เขารู้ดีว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อดับความรุ่มร้อนดังกองเพลิงในหัวใจของตน ต่อให้ต้องลงไปเกลือกกลั้วกับเหล่า “นางฟ้า”พวกนั้นเขาก็ยอมสิ้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่เหลวแหลกสักเพียงใด ทว่าก็คงมิอาจหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว ...แม้ว่าจะอดหวั่นใจมิได้ว่าศิษย์ตัวน้อยจะมองตนด้วยสายตาตำหนิติเตียนเช่นไรหากนางรู้เข้า....





ถ้านั่น... จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เด็กคนนั้นปลอดภัย

-------------------------------------------------
To Be Con...Chapter72*0*


ในที่สุดท่านชิก็ลงมือจนได้... ในจุดนี้มูนดรอปไม่ได้ตั้งใจจะนำเสนอความหื่นค่ะ เเต่อยากจะสื่อให้เห็นว่า ถึงเเม้จะเป็นพระเอกของเรื่อง ถึงเเม้ว่าจะอยู่มานานเเละดูจะเป็นคนที่สมบูรณ์เเบบมากซักเเค่ไหนก็ตาม....

เเต่ก็ยังมีโอกาสพลาดพลั้งหรือเผลอใจได้ เพราะท่านชิเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเหมือนกันนี่นะ


เเละหนทางในการเเก้ปัญหาของท่านชิก็เป็นอะไรที่ตัวคนเขียนรับไม่ได้ค่ะในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน(เหมือนจะเพิ่งรู้ตัวเลย- -*) เเต่ว่าเมื่อได้ลองคิดถึงความเป็นท่านชิในสภาพที่อับจนหนทางเเล้ว... ก็คงจะไม่สามารถหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้เเล้วกระมัง








“ในเวลานี้ข้าไม่มีแก่ใจจะมาชมการร่ายรำหรอก


ข้าต้องการที่จะลืมสตรีนางหนึ่ง ...และหากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งในที่นี้สามารถจะทำให้ข้าลืมนางได้ล่ะก็...”




นัยน์ตาสีม่วงเข้มวาววับกวาดมองดวงหน้าซึ่งตกแต่งอย่างงดงามด้วยสีสันต่างๆ ส่งผลให้บรรดา “นางฟ้า”ทั้งหลายต่างก็มีอันต้องใบหน้าร้อนผ่าวไปตามๆกันพร้อมกับพากันขยับล้อมวงเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้ซึ่งพวกนางไม่เคยพบเจอใครรูปงามเช่นนี้มาก่อน




“ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม”

Chapter70

posted on 02 May 2008 20:00 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

ดีค่ะ ^ ^


สืบเนื่องจากตอนที่เเล้ว..... เมื่อท่านชิออนตัดสินใจกลับไปอยู่ที่จามิลเป็นการชั่วคราวเพราะมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น


เเล้วท่านมูที่อยู่เเซงทัวรี่ล่ะ จะทำยังไงต่อไป....


 

ปล: เครดิตภาพงามๆจาก....

น้องเเป้งLavenyaค่ะ 

-------------------------------------------


Chapter70



“ข้าอยากไปหาท่านอาจารย์”




เวอร์โก ชากะส่ายหน้าช้าๆอย่างไม่เห็นด้วยกับสหายตัวน้อยก่อนจะหลับตาลงอย่างผู้ที่กำลังจะเข้าสู่สมาธิ เรือนร่างสูงใหญ่ภายใต้ชุดโกลครอธนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินด้วยอาการอันสงบ ในขณะที่ร่างเล็กเพรียวบางของสตรีสาวอีกนางหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างด้วยท่าทีอันกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมยาวสีม่วงอ่อนเป็นมันวาวซึ่งถูกรวบหลวมๆไว้ที่กลางหลังสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายงดงาม ยิ่งขับความงามเปล่งปลั่งให้ปรากฏชัดยิ่งขึ้น


ทว่าในเวลานี้ดวงหน้าหวานนั้นกลับบูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์ สาเหตุก็เป็นเพราะสหายหนุ่มตัวดีที่เจ้ากี้เจ้าการออกโรงขัดขวางมิให้ตนกลับไปจามิลเพื่อดูแลท่านอาจารย์ได้อย่างที่ใจคิด



“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าท่านเคียวโกได้สั่งเอาไว้ว่าอย่างไร... และในฐานะที่เจ้าคือศิษย์เพียงคนเดียวของท่าน ควรแล้วหรือที่จะละเมิดคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์”


บุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอันทุ้มนุ่มนวล และนั่นก็ทำให้มูต้องหยุดคิดถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้บอกกับตนไว้




.....ข้ามีเรื่องบางอย่างที่จำเป็นต้องคิดและสะสางจึงต้องการเวลาเป็นส่วนตัวเพื่อที่จะทำอะไรตามลำพังสักพัก


ดังนั้น.. ข้าจะกลับจามิล ส่วนเจ้าก็จงอยู่ดูแลความเรียบร้อยที่แซงทัวรี่แห่งนี้ไปเถิด ไม่ต้องตามข้ากลับไปด้วยหรอก.....




ถึงแม้ว่าคำสั่งอันควรจะถือเป็นเด็ดขาดจากท่านอาจารย์เป็นสิ่งที่อารีเอส มูยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด หากแต่ครั้งนี้.... มันช่างปฏิบัติตามได้ยากเย็นเหลือเกิน เมื่อมูพบว่าตนกระวนกระวายใจอยู่แทบทุกลมหายใจเข้าออก และก็ได้เฝ้าอดทนสงบจิตใจอยู่แต่เพียงในวิหารพร้อมกับพยายามจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ทว่า...




“แต่นี่มัน2สัปดาห์แล้วนะชากะ! ....2สัปดาห์แล้ว.. เจ้าได้ยินไหม!!


ตั้งแต่ข้าจำความได้ท่านอาจารย์ของข้าไม่เคยหายไปนานถึงเพียงนี้เลย แล้วเจ้าจะมิให้ข้าเป็นกังวลเลยอย่างนั้นหรือ”




น้ำเสียงอันบ่งบอกถึงความไม่พอใจของสหายตัวน้อย ส่งผลให้ชากะต้องเปิดเปลือกตาขึ้นในที่สุดด้วยรู้สึกว่าการเข้าสมาธิมิอาจจะสำเร็จผลได้เสียแล้ว บุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าถอนหายใจน้อยๆก่อนจะหันมาประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตากลมโตสีเขียวเข้มที่ส่อแววอยากจะกินเลือดกินเนื้อตนอย่างอ่อนใจ



“ข้าเองก็มิได้อยากจะพูดจาทำร้ายจิตใจเจ้านักหรอกนะมู แต่ตัวเจ้าน่ะกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของอาจารย์เจ้าเพียงเท่านั้นจริงๆล่ะหรือ....


เจ้าแน่ใจนะ ..ว่ามิได้มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย”





คำพูดที่ราวกับมองเห็นทะลุทะลวงเข้าไปยังหัวใจของตนได้ ส่งผลให้ดวงหน้างามพลันเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มขึ้นมาในบัดดล ในขณะที่สหายหนุ่มกลับทอดถอนหายใจ




“นั่นปะไรล่ะ.... หากว่าเจ้ายังคงอาลัยอาวรณ์ในตัวอาจารย์ของตนเองถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับจามิล


อันที่จริงข้าก็มิได้อยากจะห้ามปรามเรื่องหัวใจกับเจ้าหรอกนะ ด้วยเหตุที่ข้าเองก็เป็นบุรุษอีกทั้งยังเป็นผู้ออกบวช ..แต่ก็เป็นเพราะว่าเจ้ากำลังไม่ทำถูก


มูเอ๋ย.... ถ้าหากเจ้ายังคงหลงใหลในตัวของผู้ที่ไม่ควรหลง เฝ้าเพ้อฝันถึงแต่บุคคลผู้ไม่คู่ควรอยู่เช่นนี้

ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะลองหันมามองคนข้างกายที่อยู่ใกล้ชิดบ้างจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ”




“เจ้าจะบ้ารึชากะ!! ข้ามิได้หลงรักท่านอาจารย์เพราะไม่รู้จะมองใครที่ไหนสักหน่อย”



ถึงแม้ว่าร่างน้อยจะชะโงกหน้าเข้ามาใกล้อย่างเดือดดาลพร้อมด้วยกิริยาที่แทบจะตะโกนกรอกหูตนด้วยเสียงดังลั่น หากแต่ชากะกลับมีเพียงรอยยิ้มบางๆอย่างไม่ถือสาประดับอยู่บนริมฝีปากเท่านั้น โกลเซนต์เวอร์โกขยับกายออกห่างแล้วจึงลุกขึ้นยืนในที่สุด ก่อนจะหมุนร่างเดินกลับวิหารของตน




“ข้าก็ทำได้แค่เตือนเจ้า... หลังจากนี้ไม่ว่าเจ้าจะฟังหรือไม่ฟังก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรม

แต่หลังจากที่ข้าได้ลองคิดทบทวนดูแล้ว ..การที่ข้ามานั่งเฝ้าเจ้าเช้าเย็นเพื่อห้ามปรามเจ้าไว้ก็ดูจะไม่ใช่ที่เสียแล้ว ด้วยมันรังแต่จะทำให้ข้าอยู่ห่างจากวิถีทางแห่งพระพุทธองค์มากขึ้นทุกทีๆ”


ถึงตอนนี้โกลเซนต์หนุ่มพลันหันกลับมาสบตากับมูด้วยดวงตาสีฟ้าใสที่สงบราบเรียบดังเช่นที่เคยเป็นทุกครั้ง หากแต่คำพูดคำจานั้นกลับส่งผลให้สหายตัวน้อยต้องคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับไม่เห็นด้วย



“เจ้าเป็นคนงามนะ ..มู... ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเป็นสตรีได้ไม่นานแต่เจ้าก็ควรต้องรู้ตัวไว้ และการที่เจ้าพาตัวเข้าไปใกล้ชิดกับบุรุษคนใดมันก็ล้วนแต่จะส่งผลให้คนๆนั้นต้องจิตใจหวั่นไหวทั้งนั้น

ดังนั้นจงฟังคำเตือนของข้าไว้... ระวังตัวให้ดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่าเจ้าเป็นสตรี และโดยธรรมชาติแล้วไม่มีบุรุษคนใดหรอก ที่จะหักห้ามใจได้เมื่อมีดอกไม้งามมาให้เชยชมถึงที่


และนี่ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะเตือนเจ้าในเรื่องเหล่านี้ ด้วยตัวข้ายังมิปรารถนาจะเป็น1ในหมู่ภมรที่เฝ้าหลงวนเวียนอยู่ใกล้ดอกไม้งามหรอก”





....................................................


....เจ้าเป็นอะไรของเจ้านะชากะ..... ยิ่งนับวันก็ยิ่งพูดจาไม่เข้าหูมากขึ้นทุกทีๆ




น่าขันสิ้นดี...


..อย่างท่านอาจารย์น่ะหรือจะมาสนใจข้าในลักษณะเช่นนั้น...... ช่างพูดจาเหลวไหลเสียจริง



..ในขณะที่ตัวข้าเองก็มิได้คิดจะไปทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนั้น แล้วใยเจ้าต้อง.....






ร่างน้อยในอาภรณ์สีชมพูอ่อนแบบเรียบๆของสตรีพลันปรากฏร่างขึ้นที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน พร้อมด้วยหัวใจพองโตที่อัดแน่นไปด้วยความคิดถึงผู้เป็นที่รัก... ถึงแม้จะหวาดวิตกอยู่ลึกๆถึงโทษทัณฑ์ที่อาจได้รับฐานฝ่าฝืนคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์ทว่า..



....ขอเพียงได้เห็นท่านเพียงแค่แวบเดียวก็เพียงพอแล้ว และตนก็จะรีบกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อที่แซงทัวรี่ จะไม่อยู่ให้ท่านต้องรำคาญใจอีกแม้แต่นาทีเดียว....





ทว่าในนาทีนั้นเองที่โกลเซนต์อารีเอสสัมผัสได้ถึงความผิดปรกติ..... เมื่อแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยจะมีครั้งใด ที่ท่านอาจารย์ของตนจะไม่รู้สึกตัวยามเมื่อมีใครมาเยือนถึงถิ่นพำนัก ถึงแม้ว่าจะมิได้ปรากฏกายออกมาทุกครั้ง หากท่านก็มักจะส่งกระแสจิตมาตรวจสอบทุกคราไป


หากวันนี้ทุกสิ่งกลับเงียบเชียบ.... ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองจากท่านอาจารย์ และนั่นก็มากเกินพอที่จะทำให้ศิษย์ตัวน้อยรีบเทเลพอร์ทตนเองเข้าไปข้างในอย่างร้อนใจ ..ถึงแม้จะตระหนักดีว่าเป็นเรื่องยากเพียงใดที่จะมีใครสักคนลอบทำร้ายท่านได้ ทว่ามูก็ยังอดหวาดวิตกมิได้....



...หรือว่าจะเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นกับท่าน.....




ร่างน้อยคุกเข่าลงที่หน้าห้องนอนของผู้เป็นอาจารย์ บัดนี้มีเพียงผ้าม่านหนาหนักซึ่งขึงกั้นอยู่ที่ซุ้มประตูโค้งอันเป็นเสมือนปราการกั้นขวางระหว่างบุคคลทั้ง2 ...มูกัดริมฝีปากแน่นด้วยมิกล้าเอ่ยปากเรียกอาจารย์ของตน เมื่อสัมผัสได้อย่างถนัดชัดเจนว่าท่านอยู่ในห้องนอน ในเวลากลางวันอันแสนจะผิดวิสัยเช่นนี้....




“เจ้ากลับมาทำไมกัน ...มูเอ๋ย....


ข้าได้สั่งให้เจ้าอยู่ดูแลวิหารมิใช่หรือ รึว่าบัดนี้ปีกกล้าขาแข็งเสียจนไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำของข้าเสียแล้ว”



ทันทีที่ได้ฟังดวงตาคู่งามก็มีอันต้องเบิกกว้างด้วยความกังวล... มิใช่ด้วยเกรงกลัวโทษทัณฑ์จากผู้เป็นอาจารย์หากแต่เป็นเพราะสุ้มเสียงของท่าน ที่ช่างอ่อนระโหยโรยแรงราวกับคนใกล้ตายกระนั้น ...และในที่สุดศิษย์ตัวน้อยก็ตัดสินใจแหวกม่านเข้าไปในห้องของอาจารย์โดยวิสาสะ



ชิออนนอนซมอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ตลอดทั้งร่างล้วนเต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย ในขณะที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิททว่าเรือนร่างแข็งแกร่งที่มิได้สวมใส่สิ่งใดติดกายเลยนอกจากผ้าห่มผืนบางๆที่คลุมอยู่บนร่างกลับกำลังหนาวสั่น... ส่งผลให้มูร้องอุทานเบาๆอย่างตกใจกับสภาพที่ทรุดหนักถึงเพียงนี้ หากชายหนุ่มกลับโบกมือไล่อย่างไม่แยแสก่อนจะพลิกร่างตะแคงหันหลังให้



“ท่านอาจารย์ ...นี่ท่าน..!!”


“ไปซะ... ข้าอยากพักผ่อน อย่าเพิ่งมายุ่งกับข้าตอนนี้”




“รอ..รอเดี๋ยวนะครับ ...ข้าจะรีบไปเอายามาให้ท่าน!!”





ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยปากทัดทานสิ่งใด ร่างน้อยก็พลันหายตัวแวบออกไปจากห้องเสียแล้ว ทิ้งให้ชิออนต้องถอนหายใจพรืดอย่างโมโหตัวเอง เมื่อตระหนักได้ว่าความรู้สึกที่ตนเฝ้าเก็บงำไว้และพยายามจะลืมมันเสียกลับปะทุขึ้นมาอีกยามเมื่อได้ยลดวงหน้าที่ถวิลหา ...ยิ่งพิศก็ยิ่งงาม แม้จะเห็นแค่เพียงแวบเดียวทว่ามันกลับส่งผลให้หัวใจเต้นระรัวเสียจนแทบคลั่ง




..เจ้าจะกลับมาทำไมกัน ในเวลาที่ข้าต้องการจะอยู่ตามลำพังเช่นนี้.....



มิใช่เพราะไม่อยากจะทำให้เจ้าต้องมัวหมองหรอกหรือ ...มิใช่เพราะว่าข้าอยากจะทะนุถนอมเจ้าเอาไว้หรือไร





ช่างน่าอ่อนอกอ่อนใจนัก...


..เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้เข้าใจอะไรบ้างเลย

---------------------------------------------
To Be Con...Chapter71^0^



ในความคิดของมูนดรอป ...ท่านชิก็น่าสงสารเหมิอนกันนะ เมื่อพยายามจะถอยห่างจากมูเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ทำร้ายมูเข้าสักวันหนึ่ง เเต่จนเเล้วจนรอดก็หนีไม่พ้นสักที


น้องหนูมูก็ยังตามมารังควาญ!? อีกจนได้ เล่นเสียจนท่านอาจารย์ใกล้จะสติเเตกอยู่เเล้ว







“ข้าบอกให้ออกไปไง... เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไร!.... ไปสิ!!!”




เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มูต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดอย่างไม่มีเหตุผลของท่านอาจารย์ดังขึ้นอย่างกระแทกกระทั้น พร้อมด้วยดวงตากลมโตคู่งามที่กำลังฉายเเววสับสนไม่เข้าใจกับสภาพอารมณ์อันฉุนเฉียวอย่างไร้ที่มาของท่าน ...แต่ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าทางที่ดีตนควรจะปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี หากเเต่ความเป็นห่วงในตัวท่านอาจารย์นั้นกลับมีอำนาจเหนือกว่า


และชิออนก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างขัดเคืองพร้อมกับขบกรามแน่น เมื่อมูตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งของตนด้วยการโน้มร่างเข้ามาหาเเล้ววางผ้าชุบน้ำลงบนหน้าผาก ..พร้อมกับเเตะหลังมือลงบนเรียวเเก้มของตนอย่างเป็นกังวล



...กลิ่นหอมจางๆจากปอยผมนุ่มสีม่วงอ่อนที่ตกลงมาระใบหน้าชิออน คละเคล้าไปกับกลิ่นกายสาวอันหอมละมุน อีกทั้งความอดทนอดกลั้นที่เคยมีมานานซึ่งร่ำๆจะขาดผึงอยู่รอมร่อ ส่งผลให้ชายหนุ่มมิอาจจะหักห้ามใจได้อีกต่อไป...

Chapter69

posted on 30 Apr 2008 19:12 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

ดีค่ะ^ ^


ขอขอบคุณสำหรับคอมเม้นเเละกำลังจากผู้อ่านทุกท่านนะคะ ถึงเเม้จะยุ่งพอตัวในช่วงนี้เเต่ว่ามูนดรอปก็จะพยายามมาต่อตอนใหม่ให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่า*0*


เรื่องราวกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะเเล้ว เมื่อท่านชิถูกกระชากหน้ากากอันเฉยชาออกในที่สุด ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกที่เก็บไว้ภายในก็เริ่มจะสำเเดงออกมาทางกิริยาท่าทางมากขึ้นทุกทีเเล้ว ในขณะที่ท่านสง่ากลับชิงบทเด่นไปซะดื้อๆ....


-------------------------------------------------


Chapter69



ชิออนหอบหายใจแรงอย่างพยายามระงับความรู้สึกที่กำลังประดังประเดเข้ามาในอก มันทั้งโกรธเกรี้ยว ทั้งเกลียดชัง และเสียใจคละเคล้ากันไปหมด.... เป็นเช่นนี้เอง ..คำว่ามนุษย์ปุถุชนมันก็มีอยู่เพียงเท่านี้..... เห็นได้ชัดว่าการที่มีชีวิตยืนยาวมานานข้ามศตวรรษก็มิใช่จะทำให้ตนหลุดพ้นไปจากอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาสามัญได้




บุรุษผู้เป็นใหญ่ในแซงทัวรี่หัวเราะเสียงขื่นพลางแหงนหน้าขึ้นมองความเวิ้งว้างอันมืดมิดเบื้องบนพร้อมด้วยลำคอตีบตัน...


มันน่าสมเพชน้อยอยู่หรือ ที่ผู้ซึ่งใช้ชีวิตมายาวนานอย่างเขาจะต้องมาประสบพบเจออะไรเช่นนี้เอาเมื่อคราวที่แก่เฒ่าถึงเพียงนี้แล้ว น่าสมเพชน้อยอยู่หรือที่เขาปล่อยให้เด็กอมมือพวกนั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวเองได้ถึงเพียงนี้....


ทั้งๆที่ด้วยวัย200กว่าปีเช่นนี้สมควรที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบแล้วเฝ้ารอวันดับสูญของตนจะดีกว่า ซึ่งเขาเองก็ทำเช่นนั้นมาตลอด... จวบจนถึงวันที่รับร่างน้อยๆในห่อผ้าเข้ามาสู่อ้อมอกของตนเมื่อ17ปีก่อน.... และนับแต่นั้นมาวิถีชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทว่าบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเลวร้ายลงอีก เมื่อเขาพบว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นชายตัณหากลับที่หมายปองเรือนร่างของศิษย์ที่ตนเลี้ยงดูมากับมือ




“ท่านคาดหวังสิ่งใดจากตัวข้ากัน... องค์เทวี


ท่านรู้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่รึไม่ ว่าข้าจะต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้”



ในที่สุดน้ำเสียงแผ่วเบาซึ่งเต็มไปด้วยความรวดร้าวก็พลันหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของชิออน... เรือนกายอันงามสง่าก้าวตรงเข้าไปยังแท่นบูชาแล้วคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าม้วนกระดาษสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าอันเป็นที่ประดิษฐานดวงวิญญาณแห่งอาเทน่าด้วยอาการอันสงบสำรวม ในขณะที่ภายในกลับปั่นป่วนราวกับทะเลคลั่งที่ถูกคลื่นลมโหมกระหน่ำ ..แต่หากจะมีผู้ใดได้รับรู้ถึงตัวตนอีกแง่มุมหนึ่งของเขาก็เห็นจะมีเพียงแต่ผู้ที่สิงสถิตอยู่ ณ สตาร์ฮิลแห่งนี้เท่านั้น


และดังเช่นที่เคยเป็นมายามเมื่อบุรุษผู้เป็นเคียวโกมายาวนานมีเรื่องทุกข์ใจ กระแสลมอุ่นๆอันแเสนอ่อนโยนก็พัดวูบผ่านร่างสูงที่กำลังก้มหน้านิ่ง พร้อมด้วยสรุเสียงกังวานใสซึ่งดังขึ้นที่ริมหู




....เด็กเอ๋ย.....


เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกโทษตนเองเช่นนี้เสียทีนะ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ.. ว่าเมื่ออาเทน่าเลือกผู้ใดแล้วย่อมไม่ผิด และใช่.... ข้ารู้ ข้าเห็นมาตั้งแต่เมื่อ200กว่าปีก่อนว่าเจ้าจะต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ แต่ข้าก็ยังยืนยันที่จะเลือกเจ้า


ชิออนน้อยๆของข้า.... ที่ผ่านมาตัวเจ้านั้นก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องอันใด แล้วจะให้ข้าคาดหวังสิ่งใดจากเจ้าอีกเล่า




“แต่ข้า...”



ชายหนุ่มกำมือแน่นด้วยมิอาจทนรับคำชมเชยจากนางผู้เป็นเจ้าชีวิตของตนได้ เมื่อบัดนี้ความรู้สึกผิดกำลังเกาะกินหัวใจมากเสียจน...


“ท่านก็เห็นแล้วว่าเวลานี้ข้าเป็นอย่าง