Chapter39
posted on 07 Nov 2007 08:31 by moon-drop in Moonlight-Serenade
สวัสดีตอนเช้าค่ะ^ ^
วันนี้มูนดรอปมาพร้อมกับอาการปวดคอเเละเเขน หลังจากที่นั่งเขี่ยฟิคจนดึกดื่น(?!)
เพราะเห็นว่าน้องเเป้งอยากจะต่อตอนที่39ไวๆนะคะเนี่ย เลยรีบปั่นอย่างเร็วที่สุดเเล้วเเต่ว่าตอนต่อๆไปอาจจะขอพักอีกสักนิดน้า เพราะว่ายังไม่เรียบร้อยในอีกหลายๆจุดค่ะ
เอาล่ะ ...ต่อเนื่องกันที่ความน่าอึดอัดใจเเทน(ขอยืมฟูจังมาใช้หน่อย^ ^) ของคู่พระ-นางในเรื่อง
ซึ่งจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่ออาจารย์ได้รู้อยู่เเก่ใจพร้อมทั้งได้เห็นเต็มตาเเล้วว่าท่านมูมีใจให้
-------------------------------------------------
Chapter39
“เจ้าได้ทำแผลเรียบร้อยดีแล้วหรือ.....
เป็นอะไรมากหรือไม่”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ....ต่อให้มูกลายร่างเป็นอสูรร้ายที่มีสภาพน่าเกลียดน่ากลัวสักเพียงใด ก็ยังมิอาจจะเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า “ศิษย์” ก็ยังคงเป็นศิษย์อยู่วันยังค่ำ.....
เมื่อปราศจากสายตารู้เห็นของศิษย์สาวตัวน้อยที่ยังคงก้มหน้านิ่ง ประกายตาอันคมวาวที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดก็พลันอ่อนแสงลง ก่อนจะกวาดมองไปทั่วร่างเล็กๆเบื้องหน้าด้วยความเป็นห่วงท่วมท้นระคนไปกับความโล่งใจ เมื่อพบว่ามูมิได้รับบาดเจ็บมากมายนัก
“ครับ ท่านอาจารย์ ข้า... ไม่เป็นไร
..ก็แค่ตกใจเฉยๆ”
เสียงเล็กๆตอบรับอย่างแผ่วเบา ในขณะที่มือน้อยทั้ง2ข้างกำแน่นเสียจนชื้นเหงื่ออย่างประหม่า
ชิออนพยักหน้าน้อยๆพลางก้าวลึกเข้าไปในห้อง ผ่านร่างเพรียวบางของผู้เป็นศิษย์ที่ยังคงคุกเข่านิ่งก่อนจะหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้แล้วเอื้อมมือไปปรับแสงตะเกียงให้สว่างเต็มที่
“ลุกขึ้นเถอะ ...ข้ายังมีเรื่องจะต้องคุยเจ้าอยู่อีก2-3เรื่อง”
ร่างน้อยในชุดลำลองแบบสตรีจำต้องลุกขึ้นยืนอย่างประหม่า ดวงหน้างามที่แดงซ่านก้มลงมองพื้นอย่างทำอะไรไม่ถูก
มูจำต้องยอมรับสภาพว่า... ภายหลังจากที่ได้ตระหนักถ่องแท้ถึงความในใจของตนเอง มันทำให้เขามิอาจจะกล้าสบตากับท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างเดิมได้อีกเลย ด้วยเกิดหวั่นเกรงว่าตนจะเผลอแสดงพิรุธให้ท่านระแคะระคายเอาได้
......ท่านอาจารย์จะคิดอย่างไร หากได้ทราบว่าตนเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นกับท่านเสียแล้ว....
และความคิดนั้นก็ส่งผลให้อารีเอส มูยิ่งก้มหน้านิ่ง ...ยามเมื่อคิดไปเองว่าตนจะถูกท่านอาจารย์ตำหนิอย่างรุนแรงสักเพียงใดนะ... หากว่าท่านเกิดรู้เข้า....
และก็ดูประหนึ่งว่าชิออนจะล่วงรู้ถึงความในใจของศิษย์รัก เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีคอสโมที่กำลังสับสนอย่างหนักแผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กเพรียวบางที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าตน ชายหนุ่มถอนหายใจน้อยๆก่อนจะขยับลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปใกล้....
...แม้จะรู้ทั้งรู้ ว่าการทำเช่นนั้นของตนจะส่งผลต่อมูมากเพียงใด หากแต่มันก็จำเป็นยิ่งนัก...
ด้วยในเวลานี้มูกำลังต้องการความช่วยเหลือ ประหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังต้องการการชี้นำจากผู้ใหญ่ให้ก้าวเดินต่อไปในหนทางที่ถูกที่ควร
ปลายนิ้วเรียวยาวของผู้เป็นอาจารย์ยกขึ้นแตะปลายคางของศิษย์ตัวน้อยอย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆเชยใบหน้างามให้เงยขึ้นสบตา ก่อนจะได้เห็นสีหน้าอันเป็นส่วนผสมระหว่างความตื่นตระหนกและเขินอายในขณะเดียวกัน เมื่อนัยน์ตาสีเขียวเข้มคู่นั้นกลับเมียงมองไปทางอื่นอย่างมิกล้าสบสายตา
“ข้ารู้... ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับข้า..”
ในอึดใจนั้น....
ชิออนไม่พลาดที่จะได้เห็นดวงตากลมโตที่ตวัดกลับมายังใบหน้าของตนด้วยอาการเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า ในขณะที่2ข้างแก้มนวลพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ด พร้อมด้วย... ริมฝีปากแดงระเรื่อที่เผยอค้างอย่างตกใจ
“ข..ข ....ข้า...”
มูถึงกับปากคอสั่นอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกอาจารย์ผู้มีพระคุณล่วงรู้ถึงความลับในใจอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงพยายามบังคับตนเองให้ยืนนิ่งอยู่กับที่แทนที่จะวิ่งหนีไปเสียให้พ้นๆอย่างที่ใจคิด ในขณะที่บุรุษผู้เป็นอาจารย์กลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามของสาวน้อยตรงหน้า ด้วยดวงตาสีม่วงอเมทิสอันคมวาวที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ... อย่างที่มูเคยได้สัมผัสมาตลอดทั้งชีวิต
และก่อนที่เขาจะทันได้เปิดปากพูดอะไรอีก น้ำเสียงอันทุ้มลึกของท่านอาจารย์ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“.....ไม่ต้องกลัว.........
ใจเย็นๆ ...เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมากไปหรอก อันว่าเรื่องของความรักนั้นมิใช่จะเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวแต่ประการใด....
ข้าดีใจ... ที่ได้เห็นเจ้าเริ่มมีความรู้สึกเช่นนี้ให้กับใครสักคน
..รู้ไหมว่าเพราะอะไร”
ถึงตอนนี้ชิออนปล่อยมือจากปลายคางของศิษย์ ก่อนจะลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีม่วงเส้นเล็กๆละเอียดอ่อนของศิษย์อย่างนุ่มนวลและเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ในขณะที่มูจ้องมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาอันใสซื่อที่กำลังฉายแววสงสัยไม่เข้าใจในเรื่องอันแปลกใหม่ที่ท่านอาจารย์กำลังจะบอกกับตน
“ก็เพราะว่ามันคือสิ่งสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบัดนี้เจ้าได้เติบโตขึ้นจากเด็กน้อยคนเดิมที่ข้าเคยอุ้มชูมายังไงล่ะ
มูเอ๋ย.... เจ้ามิได้ทำความผิดอันใดหรอกนะ ดังนั้นอย่าได้กลัวไปเลย ..เพียงแต่....
อาจจะเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาเจ้ายังมิเคยได้พบหรือใกล้ชิดกับบุรุษคนอื่นในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ...ดังนั้นเจ้าจึงเฝ้ามองแต่เพียงข้าผู้เป็นอาจารย์
แต่จงเชื่อเถิด.... ว่าที่ข้างนอกนั้นยังมีชายหนุ่มอีกมากมายนักที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม คู่ควร ทั้งพร้อมที่จะรักและดูแลให้ความสุขกับเจ้า... ได้มากกว่าชิออนผู้นี้หลายเท่านัก”
ชิออนจบประโยคด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมล้นด้วยปราณียิ่งนัก แล้วไล้ปลายนิ้วเรียวยาวเคลียแก้มเนียนใสของศิษย์สาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวคู่งามอย่างให้กำลังใจก่อนจะถอยห่างออกมาแล้วหันหลังกลับ ด้วยตั้งใจจะกลับไปยังที่พำนักของตน
ทว่าในอึดใจนั้น....
เรื่องที่ไม่คาดฝันก็พลันบังเกิดขึ้น เมื่อศิษย์ตัวน้อยตัดสินใจโถมร่างเข้ากอดผู้เป็นอาจารย์แนบแน่นจากด้านหลังพลางซบศีรษะเข้ากับแผ่นหลังกว้างที่ปกคลุมด้วยเส้นผมหนานุ่มของตน.... ส่งผลให้ชายหนุ่มถึงกับต้องชะงักค้างด้วยคิดไม่ถึง
“แต่ข้าไม่เคยต้องการที่จะมองผู้ใดนอกจากท่าน! ..ท่านอาจารย์.......
ในใจข้ามีแต่ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น.... คนอื่นๆข้าไม่ต้องการ!!”
เสียงเล็กๆนั้นสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พร้อมกับวงแขนขาวเนียนยังคงโอบกระหวัดรัดรอบเอวของอาจารย์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย..... ในขณะที่ชิออนได้แต่ยืนนิ่งแล้วหลับตาลงช้าๆก่อนจะถอนหายใจยาว
“..เด็กเอย.....”
ฝ่ามือใหญ่อันแสนอบอุ่นทาบทับลงบนหลังมือนุ่มนิ่มอย่างนุ่มนวล ถึงแม้ว่าในยามนี้ชายหนุ่มจะตระหนักดีว่าศิษย์สาวตัวน้อยกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ความรู้สึกเช่นไร หากแต่ตนก็จำต้องเมินเฉยเสีย อุ้งมือใหญ่ได้รูปจึงบีบกระชับหลังมือเล็กๆเพียงแผ่วเบาครั้งหนึ่งอย่างให้กำลังใจแล้วจึงปล่อยมือในที่สุด
“......ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดีที่จะเฝ้าละเมอเพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปมิได้.....”
น้ำเสียงทุ้มลึกดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ในขณะที่เรือนกายสูงใหญ่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ในอาการเดิม โดยที่มิได้คิดจะแยแสร่างน้อยที่โอบกอดตนแนบชิดอยู่เบื้องหลังเลยสักนิด เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีม่วงอเมทิสวาววับ.. ที่มิได้สนใจแม้แต่จะหันไปแลมองดวงหน้าอันแสนหวานที่ซุกซบอยู่กับแผ่นหลังของตน หากแต่กลับจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าฝ่าความมืดและแสงสลัวๆของตะเกียงน้ำมันดวงเดิมอย่างแน่วแน่มั่นคง...
.....ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งประดุจภูผาอันไร้ซึ่งการสั่นคลอนใดๆทั้งสิ้น
“ในเมื่อข้าคืออาจารย์ของเจ้า ...จึงถือเป็นผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวงที่ชุบเลี้ยงเจ้ามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งยังอบรมสั่งสอนให้เจ้ากลายเป็นโกลเซนต์ที่งามสง่าทั้งกายใจ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อาจจะตอบสนองความรักของเจ้าได้.....
เพราะคำว่า “อาจารย์”นั้น มิใช่ว่าจะกล่าวออกมาพล่อยๆแค่เพียงลมปากก็นับว่าใช้ได้แล้ว....
แต่หากมันยังหมายถึงความหนักหนาของภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อผู้เป็นศิษย์ของตน นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ร่างในห่อผ้าอ้อมของเจ้าที่ยังคงเป็นเพียงทารกน้อยถูกยื่นเข้ามาสู่วงแขนของข้าจนกระทั่งถึงบัดนี้ ข้าก็ได้แสดงให้เจ้าเห็นแล้ว... ว่าตลอดมานั้นข้าเป็น “อาจารย์”ของเจ้า.... อย่างทุ่มเททั้งกายและใจมากเพียงใด
...และก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวข้ามขั้นไปเป็นอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
....เจ้าจงหักใจ ลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ....
เพราะมันก็เป็นได้เพียงแค่ความฝันอันพร่าเลือนในค่ำคืนหนึ่ง ที่มาพร้อมกับความรู้สึกหวั่นไหว ....สำหรับสาวน้อยที่ยังเยาว์วัยและอ่อนต่อโลกเช่นเจ้าเท่านั้นเอง”
วันนี้มูนดรอปมาพร้อมกับอาการปวดคอเเละเเขน หลังจากที่นั่งเขี่ยฟิคจนดึกดื่น(?!)
เพราะเห็นว่าน้องเเป้งอยากจะต่อตอนที่39ไวๆนะคะเนี่ย เลยรีบปั่นอย่างเร็วที่สุดเเล้วเเต่ว่าตอนต่อๆไปอาจจะขอพักอีกสักนิดน้า เพราะว่ายังไม่เรียบร้อยในอีกหลายๆจุดค่ะ
เอาล่ะ ...ต่อเนื่องกันที่ความน่าอึดอัดใจเเทน(ขอยืมฟูจังมาใช้หน่อย^ ^) ของคู่พระ-นางในเรื่อง
ซึ่งจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่ออาจารย์ได้รู้อยู่เเก่ใจพร้อมทั้งได้เห็นเต็มตาเเล้วว่าท่านมูมีใจให้
-------------------------------------------------
Chapter39
“เจ้าได้ทำแผลเรียบร้อยดีแล้วหรือ.....
เป็นอะไรมากหรือไม่”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ....ต่อให้มูกลายร่างเป็นอสูรร้ายที่มีสภาพน่าเกลียดน่ากลัวสักเพียงใด ก็ยังมิอาจจะเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า “ศิษย์” ก็ยังคงเป็นศิษย์อยู่วันยังค่ำ.....
เมื่อปราศจากสายตารู้เห็นของศิษย์สาวตัวน้อยที่ยังคงก้มหน้านิ่ง ประกายตาอันคมวาวที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดก็พลันอ่อนแสงลง ก่อนจะกวาดมองไปทั่วร่างเล็กๆเบื้องหน้าด้วยความเป็นห่วงท่วมท้นระคนไปกับความโล่งใจ เมื่อพบว่ามูมิได้รับบาดเจ็บมากมายนัก
“ครับ ท่านอาจารย์ ข้า... ไม่เป็นไร
..ก็แค่ตกใจเฉยๆ”
เสียงเล็กๆตอบรับอย่างแผ่วเบา ในขณะที่มือน้อยทั้ง2ข้างกำแน่นเสียจนชื้นเหงื่ออย่างประหม่า
ชิออนพยักหน้าน้อยๆพลางก้าวลึกเข้าไปในห้อง ผ่านร่างเพรียวบางของผู้เป็นศิษย์ที่ยังคงคุกเข่านิ่งก่อนจะหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้แล้วเอื้อมมือไปปรับแสงตะเกียงให้สว่างเต็มที่
“ลุกขึ้นเถอะ ...ข้ายังมีเรื่องจะต้องคุยเจ้าอยู่อีก2-3เรื่อง”
ร่างน้อยในชุดลำลองแบบสตรีจำต้องลุกขึ้นยืนอย่างประหม่า ดวงหน้างามที่แดงซ่านก้มลงมองพื้นอย่างทำอะไรไม่ถูก
มูจำต้องยอมรับสภาพว่า... ภายหลังจากที่ได้ตระหนักถ่องแท้ถึงความในใจของตนเอง มันทำให้เขามิอาจจะกล้าสบตากับท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างเดิมได้อีกเลย ด้วยเกิดหวั่นเกรงว่าตนจะเผลอแสดงพิรุธให้ท่านระแคะระคายเอาได้
......ท่านอาจารย์จะคิดอย่างไร หากได้ทราบว่าตนเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นกับท่านเสียแล้ว....
และความคิดนั้นก็ส่งผลให้อารีเอส มูยิ่งก้มหน้านิ่ง ...ยามเมื่อคิดไปเองว่าตนจะถูกท่านอาจารย์ตำหนิอย่างรุนแรงสักเพียงใดนะ... หากว่าท่านเกิดรู้เข้า....
และก็ดูประหนึ่งว่าชิออนจะล่วงรู้ถึงความในใจของศิษย์รัก เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีคอสโมที่กำลังสับสนอย่างหนักแผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กเพรียวบางที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าตน ชายหนุ่มถอนหายใจน้อยๆก่อนจะขยับลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าไปใกล้....
...แม้จะรู้ทั้งรู้ ว่าการทำเช่นนั้นของตนจะส่งผลต่อมูมากเพียงใด หากแต่มันก็จำเป็นยิ่งนัก...
ด้วยในเวลานี้มูกำลังต้องการความช่วยเหลือ ประหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังต้องการการชี้นำจากผู้ใหญ่ให้ก้าวเดินต่อไปในหนทางที่ถูกที่ควร
ปลายนิ้วเรียวยาวของผู้เป็นอาจารย์ยกขึ้นแตะปลายคางของศิษย์ตัวน้อยอย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆเชยใบหน้างามให้เงยขึ้นสบตา ก่อนจะได้เห็นสีหน้าอันเป็นส่วนผสมระหว่างความตื่นตระหนกและเขินอายในขณะเดียวกัน เมื่อนัยน์ตาสีเขียวเข้มคู่นั้นกลับเมียงมองไปทางอื่นอย่างมิกล้าสบสายตา
“ข้ารู้... ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับข้า..”
ในอึดใจนั้น....
ชิออนไม่พลาดที่จะได้เห็นดวงตากลมโตที่ตวัดกลับมายังใบหน้าของตนด้วยอาการเบิกกว้างยิ่งกว่าเก่า ในขณะที่2ข้างแก้มนวลพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ด พร้อมด้วย... ริมฝีปากแดงระเรื่อที่เผยอค้างอย่างตกใจ
“ข..ข ....ข้า...”
มูถึงกับปากคอสั่นอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกอาจารย์ผู้มีพระคุณล่วงรู้ถึงความลับในใจอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงพยายามบังคับตนเองให้ยืนนิ่งอยู่กับที่แทนที่จะวิ่งหนีไปเสียให้พ้นๆอย่างที่ใจคิด ในขณะที่บุรุษผู้เป็นอาจารย์กลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามของสาวน้อยตรงหน้า ด้วยดวงตาสีม่วงอเมทิสอันคมวาวที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ... อย่างที่มูเคยได้สัมผัสมาตลอดทั้งชีวิต
และก่อนที่เขาจะทันได้เปิดปากพูดอะไรอีก น้ำเสียงอันทุ้มลึกของท่านอาจารย์ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“.....ไม่ต้องกลัว.........
ใจเย็นๆ ...เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมากไปหรอก อันว่าเรื่องของความรักนั้นมิใช่จะเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวแต่ประการใด....
ข้าดีใจ... ที่ได้เห็นเจ้าเริ่มมีความรู้สึกเช่นนี้ให้กับใครสักคน
..รู้ไหมว่าเพราะอะไร”
ถึงตอนนี้ชิออนปล่อยมือจากปลายคางของศิษย์ ก่อนจะลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีม่วงเส้นเล็กๆละเอียดอ่อนของศิษย์อย่างนุ่มนวลและเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ในขณะที่มูจ้องมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาอันใสซื่อที่กำลังฉายแววสงสัยไม่เข้าใจในเรื่องอันแปลกใหม่ที่ท่านอาจารย์กำลังจะบอกกับตน
“ก็เพราะว่ามันคือสิ่งสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบัดนี้เจ้าได้เติบโตขึ้นจากเด็กน้อยคนเดิมที่ข้าเคยอุ้มชูมายังไงล่ะ
มูเอ๋ย.... เจ้ามิได้ทำความผิดอันใดหรอกนะ ดังนั้นอย่าได้กลัวไปเลย ..เพียงแต่....
อาจจะเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาเจ้ายังมิเคยได้พบหรือใกล้ชิดกับบุรุษคนอื่นในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ...ดังนั้นเจ้าจึงเฝ้ามองแต่เพียงข้าผู้เป็นอาจารย์
แต่จงเชื่อเถิด.... ว่าที่ข้างนอกนั้นยังมีชายหนุ่มอีกมากมายนักที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม คู่ควร ทั้งพร้อมที่จะรักและดูแลให้ความสุขกับเจ้า... ได้มากกว่าชิออนผู้นี้หลายเท่านัก”
ชิออนจบประโยคด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมล้นด้วยปราณียิ่งนัก แล้วไล้ปลายนิ้วเรียวยาวเคลียแก้มเนียนใสของศิษย์สาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวคู่งามอย่างให้กำลังใจก่อนจะถอยห่างออกมาแล้วหันหลังกลับ ด้วยตั้งใจจะกลับไปยังที่พำนักของตน
ทว่าในอึดใจนั้น....
เรื่องที่ไม่คาดฝันก็พลันบังเกิดขึ้น เมื่อศิษย์ตัวน้อยตัดสินใจโถมร่างเข้ากอดผู้เป็นอาจารย์แนบแน่นจากด้านหลังพลางซบศีรษะเข้ากับแผ่นหลังกว้างที่ปกคลุมด้วยเส้นผมหนานุ่มของตน.... ส่งผลให้ชายหนุ่มถึงกับต้องชะงักค้างด้วยคิดไม่ถึง
“แต่ข้าไม่เคยต้องการที่จะมองผู้ใดนอกจากท่าน! ..ท่านอาจารย์.......
ในใจข้ามีแต่ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น.... คนอื่นๆข้าไม่ต้องการ!!”
เสียงเล็กๆนั้นสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พร้อมกับวงแขนขาวเนียนยังคงโอบกระหวัดรัดรอบเอวของอาจารย์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย..... ในขณะที่ชิออนได้แต่ยืนนิ่งแล้วหลับตาลงช้าๆก่อนจะถอนหายใจยาว
“..เด็กเอย.....”
ฝ่ามือใหญ่อันแสนอบอุ่นทาบทับลงบนหลังมือนุ่มนิ่มอย่างนุ่มนวล ถึงแม้ว่าในยามนี้ชายหนุ่มจะตระหนักดีว่าศิษย์สาวตัวน้อยกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ความรู้สึกเช่นไร หากแต่ตนก็จำต้องเมินเฉยเสีย อุ้งมือใหญ่ได้รูปจึงบีบกระชับหลังมือเล็กๆเพียงแผ่วเบาครั้งหนึ่งอย่างให้กำลังใจแล้วจึงปล่อยมือในที่สุด
“......ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดีที่จะเฝ้าละเมอเพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปมิได้.....”
น้ำเสียงทุ้มลึกดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ในขณะที่เรือนกายสูงใหญ่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ในอาการเดิม โดยที่มิได้คิดจะแยแสร่างน้อยที่โอบกอดตนแนบชิดอยู่เบื้องหลังเลยสักนิด เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีม่วงอเมทิสวาววับ.. ที่มิได้สนใจแม้แต่จะหันไปแลมองดวงหน้าอันแสนหวานที่ซุกซบอยู่กับแผ่นหลังของตน หากแต่กลับจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าฝ่าความมืดและแสงสลัวๆของตะเกียงน้ำมันดวงเดิมอย่างแน่วแน่มั่นคง...
.....ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งประดุจภูผาอันไร้ซึ่งการสั่นคลอนใดๆทั้งสิ้น
“ในเมื่อข้าคืออาจารย์ของเจ้า ...จึงถือเป็นผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวงที่ชุบเลี้ยงเจ้ามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งยังอบรมสั่งสอนให้เจ้ากลายเป็นโกลเซนต์ที่งามสง่าทั้งกายใจ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อาจจะตอบสนองความรักของเจ้าได้.....
เพราะคำว่า “อาจารย์”นั้น มิใช่ว่าจะกล่าวออกมาพล่อยๆแค่เพียงลมปากก็นับว่าใช้ได้แล้ว....
แต่หากมันยังหมายถึงความหนักหนาของภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อผู้เป็นศิษย์ของตน นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ร่างในห่อผ้าอ้อมของเจ้าที่ยังคงเป็นเพียงทารกน้อยถูกยื่นเข้ามาสู่วงแขนของข้าจนกระทั่งถึงบัดนี้ ข้าก็ได้แสดงให้เจ้าเห็นแล้ว... ว่าตลอดมานั้นข้าเป็น “อาจารย์”ของเจ้า.... อย่างทุ่มเททั้งกายและใจมากเพียงใด
...และก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวข้ามขั้นไปเป็นอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
....เจ้าจงหักใจ ลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ....
เพราะมันก็เป็นได้เพียงแค่ความฝันอันพร่าเลือนในค่ำคืนหนึ่ง ที่มาพร้อมกับความรู้สึกหวั่นไหว ....สำหรับสาวน้อยที่ยังเยาว์วัยและอ่อนต่อโลกเช่นเจ้าเท่านั้นเอง”
)
สุดท้ายท่านย่าก็เปิดโปงความรู้สึกของมูเลย โหหห มูหมดกัน 55 เเต่ท่านย่านี่ก็เย็นชา ใจเเข็ง กันเเน่น่า เเต่ไม่แปลกเนอะ เลี้ยงมากับมือนี่น่า เหอๆ
#1 By brother (202.28.28.50) on 2007-11-07 10:02