Chapter51
posted on 20 Jan 2008 01:09 by moon-drop in Moonlight-Serenade
อือม์........
มีความรู้สึกว่าตั้งเเต่ตอนนี้เป็นต้นไป เนื้อเรื่องของฟิคเรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนรูปเเบบสีสันไปอีกเเล้วล่ะค่ะ อาจเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งมันมีการเปลี่ยนสถานที่จากเเซงทัวรี่มาเป็นหมู่บ้านอันห่างไกลความเจริญ(ทำยังกะที่เเซงมันเจริญนิ - -*)
กับอีกสาเหตุหนึ่งก็คงเป็นที่การดำเนินเริ่องที่เปลี่ยนแปลงไป เเละความสัมพันธ์ระหว่างท่านชิออนเเละมูที่นับวันก็จะเบี่ยงเบนออกไปจากกรอบเดิมทุกทีๆ
มาดูกันค่ะ ว่าเรื่องราวเเละความสัมพันธ์ของ2คนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เเละเหตุผลที่เเท้จริงที่ท่านชิออนพามูกลับมายังถิ่นกำเนิดก็คือ........
-----------------------------------------------
Chapter51
“ท่านคือเจ้าชีวิตของพวกเรา....
..คือผู้สืบสายโลหิตเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ของราชวงศ์ที่สาบสูญของเรา”
นั่นคือคำบอกเล่าที่มูได้รับ หลังจากที่ต้องหัวหมุนไปกับสารพัดข้อเท็จจริงที่ถาโถมเข้าใส่เสียจนตั้งตัวไม่ติด
ดวงหน้าหวานทั้งแดงก่ำและซีดเผือดในขณะเดียวกัน พร้อมด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้รับรู้... อีกทั้งยังมิอาจทนรับไหว เมื่อแม้กระทั่งท่านอาจารย์ก็ยังคุกเข่าลงเบื้องหน้าตน
และหลังจากที่มีเวลาให้หายใจหายคอ ว่างเว้นจากการที่ต้องพบเจอผู้คนแปลกหน้ามากมายที่ต่างก็พากันหลั่งน้ำตาแห่งความโสมมัสเมื่อได้พบหน้าตนแล้ว... มูก็รีบตามหาผู้เป็นอาจารย์ในบัดดล ก่อนจะพบว่าท่านพักอยู่ในห้องพักรับรองเล็กๆปีกซ้ายสุดในขณะที่ตนเองกลับได้ห้องพักที่ใหญ่โตราวกับจะสามารถจุบ้านได้ทั้งหลัง อีกทั้งยังมีระเบียงกว้างซึ่งยื่นออกไปด้านนอกแลเห็นทิวทัศน์อันสวยงามแปลกตาเสียด้วย
ร่างน้อยกระชากบานประตูเปิดออกก่อนจะถลาเข้าไปกลางห้องพร้อมกับคุกเข่าลงกับพื้น ในขณะที่บุรุษผู้เป็นอาจารย์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ริมหน้าต่างพร้อมด้วยถ้วยชาในมือ
“ท่านอาจารย์ ...ได้โปรดเถิด อย่าได้ทำเช่นเมื่อครู่นี้อีกเลย ข้าทนรับไม่ไหวจริงๆ”เสียงใส
ที่ยังคงสั่นระรัวกล่าวอย่างวิงวอนพร้อมด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ลุกขึ้นเถอะ... บัดนี้เจ้ามิควรจะคุกเข่าหรือก้มศีรษะให้กับผู้ใดทั้งสิ้น เมื่อได้รับรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเองแล้วก็จงภาคภูมิใจเถิด... ที่เจ้าเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเราทุกคน”
คำกล่าวของผู้เป็นอาจารย์ยิ่งทำให้มูต้องกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจโผเข้ากอดแขนท่านไว้แน่นราวกับเด็กน้อยที่ขาดที่พึ่ง
“แต่ข้าไม่อาจจะทนเห็นท่านคุกเข่าลงต่อหน้าข้าได้... ท่านอาจารย์ ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร หากแต่ข้าก็จะขอยึดมั่นในเรื่องเดิมๆอย่างที่เคยเป็นมา”
ในครั้งนี้ชิออนมิได้ห้ามปรามหรือตักเตือนศิษย์ตัวน้อยแต่ประการใด หากฝ่ามือใหญ่อันแสนอบอุ่นกลับยกขึ้นลูบศีรษะมูอย่างอ่อนโยน พร้อมด้วยประกายตาสีม่วงอเมทิสที่ฉายแววเห็นอกเห็นใจและห่วงหาอาทร ก่อนจะถอนหายใจน้อยๆแล้วสูดหายใจเข้าลึก
“มูเอ๋ย... ในเวลานี้เจ้ามิได้เป็นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ด้วยเจ้ามิได้แบกรับภาระในการเป็นเซนต์แห่งอาเทน่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากยังรวมถึงหน้าที่อันสำคัญที่มีต่อเผ่าพันธุ์ของตนเองด้วย..”
ถึงตอนนี้ ใบหน้าอันงดงามปานสักเสลาของชายหนุ่มก็พลันปรากฏวี่แววของความลำบากใจให้เห็นอย่างชัดเจน แต่กระนั้นก็จำต้องตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมดกับศิษย์ตัวน้อย ด้วยมันคงจะถึงเวลาจริงๆแล้ว...
“นั่นก็คือ..... การที่เจ้าจะต้องเป็นผู้ให้กำเนิดผู้สืบทอดสายโลหิตคนต่อไป
ข้ารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ซึ่งเรียกได้ว่ามิอาจจะทำใจยอมรับได้เลย สำหรับผู้ที่เคยเป็นเด็กหนุ่มมาจนกระทั่งถึงวัย17ปีอย่างเจ้า... ทว่าเจ้าก็คงจะไม่มีทางให้เลือกมากนัก....
และสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดต่อไปนี้ ...ก็คงเป็นเรื่องที่ยิ่งกว่ายากที่จะทำใจยอมรับ หากแต่ “ดีกิ”คนล่าสุดของเผ่าเรา..... มีความประสงค์จะให้ข้าหมั้นหมายกับเจ้าตามคำทำนาย”
นาทีนั้น ชิออนไม่พลาดที่จะได้เห็นดวงหน้างามที่พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ดอย่างกะทันหัน ก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่นด้วยเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก และสิ่งที่ได้เห็นก็ทำให้ชายหนุ่มต้องสะท้อนใจนัก
“หากแต่ข้ากำลังจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้ว่า... จงอย่าได้เชื่อฟังนางให้มากเกินไปนัก ด้วยเพราะนางทั้งแก่ชราอีกทั้งเลอะเลือนเต็มทีแล้วจึงได้เกิดความคิดอันหาสาระมิได้เช่นนี้ขึ้นมา ทว่า... ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่นั่นเอง ..ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องมีทายาทผู้สืบสายโลหิต
ดังนั้น....
ข้าจึงได้พาเจ้ามาที่นี่เพื่อให้เจ้าได้พบเจอกับบุรุษผู้มีสายเลือดของเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพื่อให้เจ้าได้คบหาดูใจพวกเขา ข้าเชื่อว่าจะต้องมีสักคนที่จะเหมาะสมกับเจ้าอย่างแน่นอน”
ทันทีที่ได้ฟัง...
ประกายแวววาวที่เต้นระริกอยู่ในดวงตาสีเขียวคู่งามก็พลันหม่นแสงลง พร้อมกับมือเล็กๆที่พลันปล่อยจากท่อนแขนของผู้เป็นอาจารย์ในที่สุด
ศิษย์ตัวน้อยก้มหน้าลงพลางพยายามสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความผิดหวังอย่างสุดหัวใจ ทว่ามันก็ยังคงเอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตาร้อนผ่าวจนได้
....ทั้งๆที่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีวันเรียกร้องสิ่งใดตอบแทนจากความรักที่ตนมีให้กับผู้เป็นอาจารย์
หากแต่เวลานี้ ยามเมื่อได้รับรู้ว่าเพียงแค่ขอเฝ้ามองเงียบๆอยู่ข้างกายท่านก็ยังมิอาจจะได้ดังหวัง...
เมื่อท่านกลับคิดเสือกไสไล่ส่งให้ตนไปหาชายอื่น .....น้ำตาก็พาลจะไหล......
ทั้งๆที่ข้ารักท่านถึงเพียงนี้..... มันช่างน่าน้อยใจนัก
.....ท่านอาจารย์...........
“....ข้ารักท่าน.... รัก....
......เพียงท่านผู้เดียวเท่านั้น...”
น้ำเสียงปนสะอื้นน้อยๆของมูส่งผลให้ชิออนต้องเงียบงัน ...เจ็บปวด....... ด้วยรู้ซึ้งอยู่แก่ใจ ว่าหยดน้ำตาวาววับตรงหน้าตนนั้นกลั่นออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์ซึ่งมิเคยแปดเปื้อน มิเคยคาดหวังสิ่งใดตอบแทน ...และก็เป็นหัวใจอันงดงามที่หาได้ยากยิ่งนัก และที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด...
มันคือหยดน้ำตาที่หลั่งรินเพื่อตน ทว่า...
แม้ว่าจะสงสารเห็นใจสักเพียงใด รึแม้จะทำให้ชิออนรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบเค้นสักแค่ไหน เขาก็มิอาจจะตอบสนองความรักเช่นนี้ได้....
“เด็กน้อยเอย.... จงมองตาข้านี่..”
ในที่สุดชิออนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานนุ่มนวล พลางประคองดวงหน้าหวานให้เงยขึ้นแล้วเซ็ดน้ำตาออกจากดวงตาคู่งามอย่างแผ่วเบาด้วยปลายนิ้วหัวแม่มือ ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปยังดวงตากลมโตของเด็กสาวอย่างจริงจังและจริงใจที่สุด
“เจ้าเข้าใจหรือไม่ ว่าความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของบุรุษกับสตรีนั้นเป็นเช่นไร......
มันมิได้เป็นสิ่งสวยงามอย่างที่เด็กสาวๆอย่างเจ้าเพ้อฝันถึงหรอกนะ ในบางแง่มุมมันก็เต็มไปด้วยความมืดดำอันน่าสะพรึงกลัวของตัณหาและความต้องการที่แม้แต่เจ้าเองก็นึกไม่ถึง
และอันที่จริงถ้าหากเลือกได้.. ข้าเองก็ไม่ต้องการที่จะให้เจ้าต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้เลย ....แต่ด้วยความจำเป็น ข้าจึงอยากจะให้เจ้าลองมองไปรอบๆตัว แล้วเจ้าจะได้เห็น ว่ายังมีชายหนุ่มรูปงามอีกมากมายนักที่กำลังเฝ้ามองมายังเจ้า ...ด้วยความหลงใหล.... ด้วยความประทับใจ...”
“แล้วเหตุใดผู้ที่ข้าเฝ้ามองมาตลอดจึงมิเคยมองดูข้าบ้างเลย!!....”
มูพลันแย้งขึ้นด้วยความอัดอั้นที่เต็มแน่นอยู่ภายใน ดวงตากลมโตที่ยังคงมีหยาดน้ำตาไหลรินอาบเรียวแก้มนวลจับจ้องมองดูแต่เพียงใบหน้าของผู้เป็นที่รักอย่างคับแค้นและไม่เข้าใจ
“..ต้องมองสิ....”
ชิออนยังคงเฝ้าปลอบโยนด้วยความอดทน ถึงแม้ว่าศิษย์ตัวน้อยจะแสดงกิริยาอันไม่เหมาะสมออกมาบ้าง หากทว่า... เขาย่อมรู้ดีว่าตนมิควรจะเอาผิดหรือคิดตำหนิมู
เด็กคนนี้มิได้ทำอะไรผิด อีกทั้งยังถูกบังคับให้จำต้องทำหน้าที่ของตนทั้งๆที่ไม่เต็มใจ และมันก็ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก
“ถ้าหากมิได้มองแล้วไซร้ ..ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้างามถึงเพียงนี้....
หากว่ามิได้มองแล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าจะไม่มีบุรุษคนใดที่กล้ามองข้ามความงามเช่นนี้ไปอย่างแน่นอน นอกจากชิออนผู้นี้แล้ว ...ไม่ว่าเจ้าจะรักใคร่ชอบพอผู้ใด ข้าก็เชื่อเหลือเกินว่าย่อมจะต้องสมหวังดังใจ
แต่แม้นว่าจะมิได้มอง.... ข้าก็ยังคงมั่นใจอยู่ดีว่าจะไม่มีบุรุษคนใด ที่กล้าปฏิเสธหัวใจอันเข้มแข็ง มั่นคง ทว่างดงามที่สุดดวงนี้ได้”
............................................................
.....แล้วมันจะมีค่าอันใดกันล่ะ......
ในเมื่อผู้ที่ข้าเฝ้ามองตามมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนเติบใหญ่ก็มีเพียงแค่ท่านเท่านั้น.....
มูได้แต่ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มระทมทุกข์อยู่เพียงลำพัง หลังจากที่ได้แยกกับผู้เป็นอาจารย์ทั้งน้ำตา ร่างงามหย่อนตัวลงนั่งอย่างหมดอาลัยตายอยากที่โขดหินริมหน้าผาสูงชันพลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนอย่างซังกะตายเมื่อบัดนี้.... คำยืนยันจากปากของท่านอาจารย์ยิ่งดูจะตอกย้ำให้ตนแน่ใจ ว่าไม่ว่าเมื่อไร... ตนก็คงจะไม่มีโอกาสได้อยู่ในสายตาของท่านเลย
ท่านจะรู้บ้างรึไม่ว่า....
ถึงแม้นว่าข้าจะเป็นที่หมายปองของผู้ใด หรือไม่ว่าเขาคนนั้นจะยินยอมพร้อมมอบหัวใจให้ข้าสักเพียงไหน
...หากแต่มันก็ยังมิอาจจะเทียบได้กับเศษเสี้ยวอันน้อยนิดยามที่ท่านจ้องมองมา......
มูหลับตาลงแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างเจ็บปวด เมื่อคำพูดของผู้เป็นที่รักกรีดลึกลงสู่หัวใจ
......ข้ามิอาจจะอยู่เคียงคู่เจ้าได้ กระทั่งมิอาจ... แม้แต่จะมองดูเจ้าด้วยสายตาประหนึ่งคนรัก
และไม่ว่าเจ้าจะมีสภาพเป็นอย่างไรก็ตาม.... มูเอ๋ย
....สำหรับข้าแล้วเจ้าก็มิได้ต่างไปจากเจ้าตัวน้อยในวันวานที่ยังคงวิ่งตามข้าอย่างแสนซุกซนเลยแม้แต่น้อย
----------------------------------------------------
To Be Con...Chapter52^ ^
นับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เราได้เห็นท่านมูขึ้นเสียงกับท่านอาจารย์โดยที่ท่าชิออนก็มิได้ถือโทษโกรธเคืองเสียด้วย
มูนดรอปคิดว่านี่คงจะเป็นจุดเล็กๆอีกจุดหนึ่งที่จะชี้ให้เราเห็นความเเตกต่างของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ....ถึงเเม้ว่าท่านมูจะยังเป็นฝ่ายที่หลงรักท่านอาจารย์อยู่ฝ่ายเดียวก็ตามที......
ในเมื่อคนเราหมดกำลังเสียเเล้ว ในตอนหน้าจะเป็นอย่างไร.....
ถึงแม้ว่าไซร่าจะอดริษยามิได้ในท่วงทีอันงามสง่าประหนึ่งหงส์ขาวกับดวงหน้าหวานละมุนที่ตราตรึงอยู่ในใจของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งแตกต่างกับตนที่งดงามแบบเรียบๆและแสนจะธรรมดายิ่งนัก หากแต่นางกลับต้องนึกเห็นใจต่อชะตากรรมอันแสนโหดร้ายและหนักหนาสาหัสที่มูจำต้องแบกรับ...
.....ด้วยอายุที่มิได้แก่กว่าตนมากนัก
และด้วยความบังเอิญมิได้ตั้งใจอยากจะสอดรู้สอดเห็น ทว่า.... ยามเมื่อได้เห็นท่านผู้นี้วิ่งออกมาจากห้องพักของท่านชิออนทั้งน้ำตาเมื่อครู่ใหญ่ตนก็กลับสมน้ำหน้ามิลง ....ทั้งท่าทีที่ทั้ง2ท่านนั้นมีต่อกัน ตลอดจนคำพูดคำจาที่ดังเล็ดรอดออกมาถึงข้างนอกห้องและสิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นได้ชัดว่า บุรุษผู้งามสง่าที่มีอายุยืนยาวกว่า200ปีผู้นั้นปฏิเสธแม้กระทั่งความรักจากศิษย์สาวผู้งดงามของตนเองได้อย่างไร้หัวใจเป็นที่สุด......
กล้าผลักใสมูไปให้ชายอื่นได้ยังงายยยกัน เเต่ตอนนี้ก็น่าสงสารท่านมูจริงเลย ท่านย่าไม่ยอมรับรักอยู่นั้นเเหละ คนเเก่นี่หัวดื้อจริงๆเลย 55 เดียวซะวันมูจะต้องใช้วิธีรุนเเรงจัดการท่านย่าเเน่ 55
ปล.เมื่อคืนขอบคุณพี่มากๆนะคะ ที่ช่วยฟังแป้งระบายหลายๆเรื่อง แม้ตอนนี้จะยังทุกข์ใจ+หาทางออกไม่ได้ แต่ก็จะพยายามสู้ให้เต็มที่ค่ะ ขอบคุณพี่จริงๆนะคะ
#1 By Lavenya on 2008-01-20 10:20