Chapter66
posted on 21 Apr 2008 10:20 by moon-drop in Moonlight-Serenade
อือม์........(ทำเสียงในคออย่างใช้ความคิด)
จะว่าไปเเล้ว ดูเหมือนจะเป็นการดูถูกผู้หญิงหรือเปล่านะที่ท่านชิไม่ได้ให้ท่านมูลงประลอง
น่าคิดเหมือนกันนะคะ....
เเต่ถ้าพูดกันตามจริงเเล้ว ในตอนที่มูนดรอปตัดสินใจให้เป็นอย่างนั้นก็เพราะคิดว่า ท่านชิต้องทนดูไม่ได้เเน่ๆ ที่จะปล่อยให้คนที่ตัวเองรักออกเเบบนั้นออกไปล้มลุกคลุกคลาน+เจ็บตัว เเถมต้องออกไปเล่นมวยปล้ำชาย-หญิงกะหนุ่มๆคนอื่นด้วย ..ดังนั้นก็เคยสั่งห้ามซะเลย
เเล้วผู้ที่จะต้องลงประลองเเทนมูล่ะ
ท่านชิจะเลือกใคร.....
-----------------------------------------------
Chapter66
เจมินี่ ซากะมีอันต้องตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงรับคำบัญชาพร้อมกับซ่อนรอยยิ้มอย่างสาสมใจเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
“ด้วยความยินดีอย่างที่สุดขอรับ ..ท่านเคียวโก”
โกลเซนต์หนุ่มตอบรับอย่างหนักแน่นมั่นคงก่อนจะยืดกายขึ้นเต็มความสูงกำยำ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องอยู่ที่ร่างของคู่ประลองในขณะที่เวอร์โก ชากะเองก็จ้องมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ถ้าเพื่อนางผู้เป็นที่รักแล้วล่ะก็.... ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็พร้อมเสมอ”
คำพูดซึ่งราวกับจะเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของชัดนั้นส่งผลให้ดวงหน้าหวานของมูต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นมาทันตาเห็น และในนาทีนั้นรอบข้างก็เต็มไปด้วยเสียงกระเซ้าดังลั่นอย่างคึกคะนองของสหายหนุ่มๆอีกหลายคน ทว่า.. ดูเหมือนว่าผู้เป็นประมุขแห่งเหล่าเซนต์กลับนิ่งเฉยอย่างไร้ซึ่งท่าทีที่จะปกป้องศิษย์ของตน เมื่อร่างสูงใหญ่ของท่านกลับทรุดกายลงนั่งบนบัลลังก์ พลางทิ้งน้ำหนักตัวข้างหนึ่งลงบนที่เท้าแขนแล้วจับตามองความเป็นไปอย่างเฉยชา...
และนั่นก็ส่งผลให้อารีเอส มูกัดริมฝีปากพร้อมกับกำมือแน่นอย่างสุดที่จะทนรับท่าทีอันแสนเย็นชาของท่านอาจารย์ไหว บวกกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอันน่าอึดอัดใจ ร่างน้อยถึงกับต้องเดินหนีไปด้วยความน้อยใจและอับอายยิ่งนัก ในขณะที่เวอร์โก ชากะกลับผุดลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์
“อยู่ในหมู่พวกเราท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไป... แต่นั่นคือสตรี ข้ารู้สึกผิดหวังยิ่งนักที่ท่านมิได้ให้เกียรติ์นางอย่างที่ควรจะเป็นเลย
ท่านซากะ... แล้วข้าจะอดใจรอคอยเวลาที่อาทิตย์อัสดง และคบเพลิงรอบๆลานประลองถูกจุดขึ้น คราวนี้เราทั้ง2จะได้สานต่อเรื่องที่แล้วมากันให้ถึงที่สุด”
“จะเอารึ.. เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้”
“..พอทีพวกเจ้า...
ไม่รู้จักอายบ้างหรือไร ..เถียงกันเป็นเด็กๆไปได้”
ก่อนที่เหตุการณ์จะเริ่มบานปลายบุรุษทั้ง2ก็มีอันต้องชะงักงัน เมื่อเสียงหัวเราะแผ่วๆในลำคอดังขึ้นจากร่างสูงภายใต้ชุดคลุมสีดำ
“ในเมื่ออยู่ที่นี่ในฐานะของโกลเซนต์คนหนึ่งก็จำต้องปรับตัวเข้าหาคนอื่นๆเป็นธรรมดา...
เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงใยมูให้มากนักหรอก จงตั้งใจประลองอย่างเต็มความสามารถของตนเถิดชากะ และเจ้าด้วย ...ซากะ”
พริบตานั้นเคียวโกอารีเอส ชิออนเป็นฝ่ายชิงตัดบทด้วยน้ำเสียงอันห้วนสั้นเฉียบขาด ภายใต้หน้ากากสีดำเป็นมันวาวนั้น.. ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสีหน้าที่ถูกปกปิดไว้จะเป็นเช่นไร หากแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้โกลเซนต์หนุ่มทั้ง2คนต้องเลิกแล้วต่อกันในที่สุด ในขณะที่บุรุษผู้เป็นใหญ่เหนือเหล่าเซนต์ยังคงยืนนิ่งราวกับจะจับตาดูสถานการณ์อยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วจึงจะหมุนกายกลับเข้าไปภายในพร้อมกับเก็บงำโทสะอันคุกรุ่นเอาไว้อย่างมิดชิด
เมื่อตนมิอาจจะออกหน้าปกป้องศิษย์เพียงคนเดียวได้ กลับต้องปล่อยให้เจ้าหนุ่มนั่นพูดจาโอหังถึงเพียงนั้น......
..น่าเจ็บใจนัก...
.....มู... ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะตามไปปลอบโยนเจ้าเหลือเกิน
อยากจะให้ตนเองปกป้องเจ้าได้อย่างออกหน้าออกตา ...อย่างมิต้องแคร์สายตาผู้ใด....
..แต่น่าเสียดายนัก......
............................................................
“ท่านมู! ...มาอยู่ที่นี่เอง พวกเราตามหาแทบแย่
..เป็นอะไรไปหรือคะ”
เสียงร้องเรียกอันสดใสของมาทิเซียร่าพลันเปลี่ยนไปในทันทีที่ได้เห็นว่าโกลเซนต์สาวตรงหน้าตนซึมเศร้าไปเพียงไร.... อารีเอส มูยังคงนั่งนิ่งอยู่บนขั้นบันใดหินหน้าวิหารแล้วทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าพลางยักไหล่น้อยๆอย่างไม่แยแส ในขณะที่อมาริลี่ กับอราเบลลารีบปราดเข้ามาเกาะแขนเอาไว้คนละข้างพร้อมด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่มีอะไรหรอก.... ข้าเพียงแต่น้อยใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยมีความสำคัญกับผู้ใดเลย....”
นัยน์ตาสีเขียวเข้มพลันเบือนกลับมากวาดมองใบหน้าที่แต่งแต้มสีสันอย่างวิจิตรงดงามของทั้ง3สาวซึ่งกำลังเป็นกังวลเพราะท่าทีของตน ก่อนจะฝืนยิ้มให้ในที่สุด
“ข้าเองก็บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ลงประลองในเย็นวันนี้ หรือว่ากำลังเสียใจที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ราวกับสิ่งของที่ไร้ประโยชน์กันแน่
แต่ช่างเถอะ ข้าก็แค่..”
“แต่ข้าว่าท่านเคียวโกตัดสินใจถูกต้องแล้วนะคะท่านมู”
อราเบลล่ารีบขัดขึ้นพร้อมกับโอบบ่าเล็กๆนั้นไว้อย่างต้องการให้กำลังใจ ในขณะที่คู่แฝดของนางรีบพยักหน้ารับอย่างแข็งขันก่อนจะเสริมขึ้นอีกคนหนึ่ง
“เราเป็นสตรีก็ควรจะอยู่อย่างสตรี ...ท่านต้องทำใจยอมรับให้ได้ ว่าถึงแม้ท่านจะแข็งแกร่งปานใดแต่ก็มิอาจจะไปเทียบกับบุรุษได้หรอก ในเมื่อเราคือเพศที่ต้องการการปกป้องคุ้มครองนี่นะ
เอ่อ... อันที่จริงเรื่องเช่นนี้ในหมู่ของเซนต์หญิงก็มีอยู่บ่อยๆเช่นกัน จริงไหมคะมาทิเซียร่า”
“ใช่แล้วล่ะ.. แม้แต่ท่านมารีนกับท่านไชน่าก็ยังมีบางเวลาที่ต้องหลั่งน้ำตาเมื่อรู้สึกท้อแท้ไปกับความอ่อนแอของตนเอง ...ถึงแม้ว่าจะเป็นเซนต์หญิงที่เก่งกาจเพียงใด หากแต่ก็ยังคงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าอยู่วันยังค่ำ
มาทางนี้เถิดค่ะท่านมู... ให้พวกข้าได้แสดงให้ท่านเห็นเถิดว่าพวกผู้หญิงอย่างเรานั้นก็มีอาวุธติดตัวที่มิได้น้อยหน้าใครอยู่เหมือนกัน รวมทั้งมีวิธีที่จะปั่นหัวแก้เผ็ดพวกผู้ชายได้อย่างไรบ้าง”
..........................................................
...อย่างนี้มันจะดีแล้วจริงๆล่ะหรือ......
ถ้าเช่นนั้นอาวุธของสตรีคือการแต่งตัวสวยๆให้คนชมหรือไร
ช่างน่าขันสิ้นดี... ข้าไม่เห็นว่ามันจะใช้เป็นอาวุธได้อย่างไร พอๆกับที่ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นการป้องกันตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้ตรงไหน
ในขณะที่ชุดโกลครอธของข้ายังกลับจะคุ้มกันเจ้าของได้มากกว่าเสื้อผ้าบางๆที่เปิดเผยเนื้อตัวพวกนี้หลายขุมนัก....
โกลเซนต์อารีเอสก้มลงมองดูสารรูปของตนเองในขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังลานประลองตามลำพัง... แสงสีส้มอมชมพูยามเมื่อใกล้อัสดงขับผิวสาวเนียนนุ่มให้ออกสีชมพูเรื่อ ในขณะที่ชุดยาวแบบกรีกสีขาวสะอาดตาก็พลอยถูกลำแสงสุดท้ายแห่งวันย้อมให้กลายเป็นสีชมพูอ่อนไปด้วย ซึ่งดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบในความคิดของมู
ทว่าการที่ต้องปรากฏตัวในสภาพเช่นนี้ต่อหน้าชาวประชานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.... ถึงแม้ว่าอยากจะกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดโกลครอธดังเดิม ด้วยความเคยชินที่แต่ไหนแต่ไรตนเคยเป็นส่วนหนึ่งของการประลอง หากแต่ยามนี้เมื่อคิดว่าตนมิได้มีหน้าที่อันใดในงานประลองครั้งนี้และครั้งต่อๆไปอีกแล้วก็ให้ท้อใจนัก ...ถ้าเช่นนั้นจะแต่งกายเช่นไรก็คงไม่แปลก
ร่างงามรีบสาวเท้าเร็วขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความมืดที่กำลังโรยตัวลงมาปกคลุมทัศนวิสัยโดยรอบ ในขณะที่บริเวณสนามประลองที่แลเห็นได้แต่ไกลก็เริ่มจุดคบเพลิงแล้ว อันเป็นสัญญาณว่าการประลองใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มที... แต่กระนั้นมือเล็กเรียวงามก็ยังยกขึ้นแตะดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่เสียบแซมอยู่บนเรือนผมที่รวบเป็นมวยหลวมๆอย่างงดงามด้วยฝีมืออันวิจิตรบรรจงของ3สาวอย่างอดกังวลมิได้ หากดอกไม้ดอกนั้นก็ยังคงปักตรึงเกลียวผมนุ่มลื่นเอาไว้อย่างแน่นหนามิมีทีท่าว่าจะหลุดร่วงลงมาแต่อย่างใด
ที่กลางสนามประลอง.... ปรากฏร่างของคู่ประลองทั้ง2ยืนนิ่งอยู่ที่คนละฟากของสนาม ในสภาพที่สวมเพียงกางเกงหนังรัดรูปสีเข้มที่เน้นสะโพกตึงแน่นให้เด่นชัดพร้อมด้วยช่วงขายาวแข็งแรงพร้อมด้วยรองเท้าบูทหนังสีดำแบบดั้งเดิม ในขณะที่ร่างกายท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าอวดมัดกล้ามงดงามชวนมอง แข็งแกร่ง สมบูรณ์แบบเยี่ยงชายชาตรี....
เรือนกายอันงดงามไร้ที่ติประหนึ่งรูปสลักเทพบุตรที่ถูกแสงไฟจากคบเพลิงขับให้เป็นสีทองแดงนั้นเป็นมันวาวระยับดุจดังเปล่งประกายไปด้วยหยาดเหงื่อที่เกาะพราวผสมกับน้ำมันหอมที่ชโลมร่างให้เป็นมันวาว ในขณะที่เรือนผมของชายหนุ่มทั้ง2ซึ่งเปียกหมาดๆเพราะผ่านการอบอุ่นร่างกายมาก่อนหน้านี้ ได้รวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลังด้วยเชือกเส้นเล็กๆ
ทั้งโกลเซนต์เวอร์โกและเจมินี่ต่างก็กำลังอยู่ในภาวะอันสงบนิ่ง... ร่างทั้ง2เดินวนช้าๆเป็นวงกลมอยู่ในอาณาเขตของตนเองก็จริงอยู่ ทว่าสายตานั้นกลับจ้องมองแต่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม ไร้คำพูด... ไร้ท่าทีอันเป็นปรปักษ์ ..มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ประสานกันแน่นิ่ง
ตามกฏกติกาที่ปฏิบัติกันมาช้านานนั้นมีอยู่ว่า... เนื่องจากเป็นการประลองโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเซนต์ด้วยกัน ดังนั้นรูปแบบของการต่อสู้จึงอนุญาตให้ใช้เพียงแรงกายและวิธีกาต่อสู้แบบปกติธรรมดาเท่านั้น และการระเบิดคอสโมคือข้อห้ามที่สำคัญยิ่ง
ในขณะเดียวกัน... ผลของการต่อสู้จะเป็นเช่นไรนั้น ตัดสิน ณ เวลาที่เม็ดทรายสีขาวในนาฬิกาทรายซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในสนามไหลลงมาจนหมด ดังนั้นทั้งคู่จะมีเวลาโรมรันกันอย่างอิสระประมาณ 88 นาทีก่อนที่จะถูกจับแยก อันถือเป็นเสมือนการละเล่นที่สำคัญและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเซนต์มาตลอด
โกลเซนต์อารีเอสก้าวขึ้นสู่อัฒจรรย์อย่างแช่มช้าพลางมองลงยังลานกว้างเบื้องล่างอย่างพยายามที่จะไม่สนใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปลักษณ์ใหม่ของตน ในจังหวะเดียวกับที่คู่ประลองทั้ง2ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตา....
เห็นได้ชัดว่าเวอร์โก ชากะนั้นรีบเบือนหน้าหนีแทบจะทันที ในขณะที่เจมินี่ ซากะกลับจ้องมองตาค้างอย่างตกตะลึง และแววตาอันร้อนรุ่มซึ่งไม่คิดจะปิดบังนั้นก็มากเกินพอที่จะทำให้มูต้องเบือนสายตาหนีโดยมิทันสังเกตแม้แต่น้อย ว่าท่ามกลางสายตาจำนวนมากที่จ้องมองมายังตนนั้น ..ยังมีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ส่อแววมิค่อยพอใจเมื่อได้เห็นตนในสภาพที่สวมอาภรณ์อันงดงามแบบสตรี
.....แต่งกายอะไรเช่นนั้น... ช่างเหลวไหลนักเด็กคนนี้.....
ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันเบาบางแบบอิสตรี รังแต่จะพาให้บุรุษรอบข้างยิ่งคลั่งไคล้ใหลหลง....
นี่เจ้าเสียสติไปแล้วงั้นหรือ... มู
นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสที่กำลังลุกวาวอยู่ภายใต้หน้ากากของประมุขแห่งแซงทัวรี่จับจ้องเรือนร่างอันงดงามเปล่งปลั่งของศิษย์สาวตัวน้อยอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของลานประลองอย่างไม่สู้พอใจนัก...
มิใช่ว่าตนจะเกิดอาการหึงหวงเสียจนเกินควร ...ถึงแม้ว่าจะงามเพียงใดหากแต่ว่ากันตามเหตุผลอย่างแท้จริงแล้วก็ยังไม่เหมาะสมอยู่ดี ....ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงบังคับใจตนเองได้อย่างดีเยี่ยมเช่นเคย เมื่อท่อนแขนเข็งแกร่งยกขึ้นให้สัญญาณเริ่มการประลองก่อนจะนั่งลง พร้อมๆกับนาฬิกาทรายที่ถูกจับยกขึ้นพลิกกลับด้าน
เม็ดทรายสีขาวนับแสนนับล้านไหลผ่านจุดที่เล็กคอดที่สุดของกระเปาะแก้วลงสู่เบื้องล่าง และทันใดนั้นเองเสียงโห่ศึกก็ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง....
ประหนึ่งดังภาพประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ห้ำหั่นกันของมนุษยชาติครั้งสมัยดึกดำบรรพ์ได้หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อคู่ต่อสู้ทั้ง2ได้พุ่งเข้าใส่กันในสภาพที่ปราศจากอาวุธและเครื่องป้องกันใดๆ ...มีเพียงมือเปล่าเท่านั้น พร้อมๆกับเสียงร้องตะโกนก้องอย่างลุ้นระทึกของผู้ชมทั้งอัฒจรรย์
ต่างฝ่ายต่างก็ทดสอบและหยั่งเชิงพละกำลังของกันและกันด้วยการล็อคมือของฝ่ายตรงข้ามไว้แน่นพร้อมกับออกแรงบีบและบังคับให้คู่ต่อสู้ต้องยอมจำนน แต่สำหรับโกลเซนต์เวอร์โกและเจมินี่ซึ่งปะทะกันมามากกว่า1ครั้งโดยที่ยังมิเคยรู้ผลแพ้ชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว... มีหรือที่จะยอมถอยให้แก่กันโดยง่าย และความต้องการที่จะต่อสู้เพื่อกระชับมิตรก็ไม่เคยจะมีอยู่ในหัวสมองมาไหนแต่ไรแล้ว นอกจาก...
เรื่องของสาวน้อยเพียงคนเดียว ....ในขณะที่คนหนึ่งต้องการที่จะเห็นสหายของตนก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง แต่อีกคนหนึ่งกลับยึดความปรารถนาในหัวใจเป็นที่ตั้ง....
“หากว่าข้าเป็นฝ่ายชนะ ขอให้ท่านเลิกเกี้ยวพาราสีมูอย่างไร้มารยาทเช่นนั้นด้วย...
ที่พูดมานี้มิใช่เพราะข้าหมายปองหวังจะได้มูมาเคียงข้างเสียเอง แต่เป็นเพราะข้าสงสารเพื่อนของข้าด้วยลำพังมูเองก็มีเรื่องที่จะต้องคิดมากพออยู่แล้ว...”
“และหากว่าชัยชนะเป็นของข้า ...ต่อแต่นี้ไปขอเจ้าจงเลิกยุ่งเกี่ยวจุ้นจ้านกับชีวิตส่วนตัวของมูสักที
...ไม่ว่ามูจะตัดสินใจประการใดก็จงอย่าได้เข้าไปบงการชี้นำอีก”
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของตนขึ้นมาสู้ ก็ไม่มีใครยอมลงให้แก่กัน ...ดวงตา2คู่สบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใครมากเท่าๆกับที่ต่างก็รีดเค้นกำลังข้อที่มีอยู่เพื่อเอาชัยเหนืออีกฝ่าย จนกระทั่งถึงที่สุดของขีดจำกัด....
บุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าทิ้งตัวลงกับพื้นดินอย่างว่องไวเพียงพริบตาเดียวก่อนที่หมัดขวาตรงจะลั่นเข้าใส่ใบหน้าพร้อมกับตวัดขาเตะเต็มแรง ในขณะที่โกลเซนต์รุ่นพี่กลับยึดขาข้างนั้นเอาไว้ได้แล้วโต้ตอบอย่างรุนแรงไม่แพ้กันด้วยการกระทุ้งศอกเข้าใส่
“พลั่กก!!”
ชากะกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บปวดพลันอุบัติขึ้น พร้อมกับโผนเข้าล็อคคอคู่ต่อสู้แล้วจับทุ่มตามแบบแผนการโค่นล้มศัตรูด้วยมือเปล่า ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ของซากะต้องกระแทกโครมเข้ากับพื้นเต็มแรง ตามด้วยฝุ่นดินทรายที่พลันฟุ้งกระจายขึ้นมาจนบดบังทัศนวิสัยโดนรอบ และในพริบตานั้นโกลเซนต์เจมินี่ก็ต้องพลิกกายหลบมือเท้าของฝ่ายตรงข้ามที่กระเคนเข้าใส่อย่างรวดเร็วรุนแรงพร้อมทั้งตั้งรับและตอบโต้ด้วยกระบวนท่าที่ทรงพลังไม่แพ้กัน
ในขณะที่ทรายเม็ดเล็กละเอียดไหลพรั่งพรูลงสู่กระเปาะเบื้องล่างได้เกือบถึงครึ่งแล้ว.....
-------------------------------------------
To Be Con...Chapter67*0*
ตอนที่66นี้ช่างเป็นตอนที่บั่นทอนกำลังใจได้ดีนักเเล เพราะไม่ว่าจะยังไงๆมูนดรอปก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี ...คือโดยส่วนตัวเเล้วไม่ถนัดกับฉากต่อสู้สักเท่าไหร่อะค่ะ มันก็เลยออกมาเป็นเเบบนี้ เหอๆ TT TT
เเต่ว่าในตอนหน้า ...มีลุ้นค่ะ^^
“เจ้าเองก็รู้ซึ้งอยู่เเก่ใจว่าเราคือเซนต์ ถึงเเม้ว่าจะเป็นสตรีหากเเต่เจ้าก็คือขุนพลผู้พิทักษ์องค์เทวี
ดังนั้นเหมาะสมเเล้วหรือ ที่เจ้าจะรักสวยรักงามเเต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าเเพรพรรณราวกับสาวสรรค์กำนัลนางเช่นนี้”
ชิออนจบประโยคก่อนจะหันหลังให้กับศิษย์ของตนพร้อมด้วยหัวใจที่ปวดแปลบ...
มันมิใช่เรื่องแปลกอันใดที่เด็กสาวๆในวัยเช่นนี้จะรักสวยรักงามหากแต่เขาก็จำเป็นต้องพูด เมื่อตนตระหนักดีว่ามิอาจทนเห็นร่างน้อยตรงหน้าในสภาพอันยวนยั่วกิเลสเช่นนี้ได้ แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่ ย่อมจะต้องสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับมูอย่างเเน่นอน....
จะว่าไปเเล้ว ดูเหมือนจะเป็นการดูถูกผู้หญิงหรือเปล่านะที่ท่านชิไม่ได้ให้ท่านมูลงประลอง
น่าคิดเหมือนกันนะคะ....
เเต่ถ้าพูดกันตามจริงเเล้ว ในตอนที่มูนดรอปตัดสินใจให้เป็นอย่างนั้นก็เพราะคิดว่า ท่านชิต้องทนดูไม่ได้เเน่ๆ ที่จะปล่อยให้คนที่ตัวเองรักออกเเบบนั้นออกไปล้มลุกคลุกคลาน+เจ็บตัว เเถมต้องออกไปเล่นมวยปล้ำชาย-หญิงกะหนุ่มๆคนอื่นด้วย ..ดังนั้นก็เคยสั่งห้ามซะเลย
เเล้วผู้ที่จะต้องลงประลองเเทนมูล่ะ
ท่านชิจะเลือกใคร.....
-----------------------------------------------
Chapter66
เจมินี่ ซากะมีอันต้องตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงรับคำบัญชาพร้อมกับซ่อนรอยยิ้มอย่างสาสมใจเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
“ด้วยความยินดีอย่างที่สุดขอรับ ..ท่านเคียวโก”
โกลเซนต์หนุ่มตอบรับอย่างหนักแน่นมั่นคงก่อนจะยืดกายขึ้นเต็มความสูงกำยำ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องอยู่ที่ร่างของคู่ประลองในขณะที่เวอร์โก ชากะเองก็จ้องมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ถ้าเพื่อนางผู้เป็นที่รักแล้วล่ะก็.... ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็พร้อมเสมอ”
คำพูดซึ่งราวกับจะเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของชัดนั้นส่งผลให้ดวงหน้าหวานของมูต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นมาทันตาเห็น และในนาทีนั้นรอบข้างก็เต็มไปด้วยเสียงกระเซ้าดังลั่นอย่างคึกคะนองของสหายหนุ่มๆอีกหลายคน ทว่า.. ดูเหมือนว่าผู้เป็นประมุขแห่งเหล่าเซนต์กลับนิ่งเฉยอย่างไร้ซึ่งท่าทีที่จะปกป้องศิษย์ของตน เมื่อร่างสูงใหญ่ของท่านกลับทรุดกายลงนั่งบนบัลลังก์ พลางทิ้งน้ำหนักตัวข้างหนึ่งลงบนที่เท้าแขนแล้วจับตามองความเป็นไปอย่างเฉยชา...
และนั่นก็ส่งผลให้อารีเอส มูกัดริมฝีปากพร้อมกับกำมือแน่นอย่างสุดที่จะทนรับท่าทีอันแสนเย็นชาของท่านอาจารย์ไหว บวกกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอันน่าอึดอัดใจ ร่างน้อยถึงกับต้องเดินหนีไปด้วยความน้อยใจและอับอายยิ่งนัก ในขณะที่เวอร์โก ชากะกลับผุดลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์
“อยู่ในหมู่พวกเราท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไป... แต่นั่นคือสตรี ข้ารู้สึกผิดหวังยิ่งนักที่ท่านมิได้ให้เกียรติ์นางอย่างที่ควรจะเป็นเลย
ท่านซากะ... แล้วข้าจะอดใจรอคอยเวลาที่อาทิตย์อัสดง และคบเพลิงรอบๆลานประลองถูกจุดขึ้น คราวนี้เราทั้ง2จะได้สานต่อเรื่องที่แล้วมากันให้ถึงที่สุด”
“จะเอารึ.. เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้”
“..พอทีพวกเจ้า...
ไม่รู้จักอายบ้างหรือไร ..เถียงกันเป็นเด็กๆไปได้”
ก่อนที่เหตุการณ์จะเริ่มบานปลายบุรุษทั้ง2ก็มีอันต้องชะงักงัน เมื่อเสียงหัวเราะแผ่วๆในลำคอดังขึ้นจากร่างสูงภายใต้ชุดคลุมสีดำ
“ในเมื่ออยู่ที่นี่ในฐานะของโกลเซนต์คนหนึ่งก็จำต้องปรับตัวเข้าหาคนอื่นๆเป็นธรรมดา...
เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงใยมูให้มากนักหรอก จงตั้งใจประลองอย่างเต็มความสามารถของตนเถิดชากะ และเจ้าด้วย ...ซากะ”
พริบตานั้นเคียวโกอารีเอส ชิออนเป็นฝ่ายชิงตัดบทด้วยน้ำเสียงอันห้วนสั้นเฉียบขาด ภายใต้หน้ากากสีดำเป็นมันวาวนั้น.. ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสีหน้าที่ถูกปกปิดไว้จะเป็นเช่นไร หากแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้โกลเซนต์หนุ่มทั้ง2คนต้องเลิกแล้วต่อกันในที่สุด ในขณะที่บุรุษผู้เป็นใหญ่เหนือเหล่าเซนต์ยังคงยืนนิ่งราวกับจะจับตาดูสถานการณ์อยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วจึงจะหมุนกายกลับเข้าไปภายในพร้อมกับเก็บงำโทสะอันคุกรุ่นเอาไว้อย่างมิดชิด
เมื่อตนมิอาจจะออกหน้าปกป้องศิษย์เพียงคนเดียวได้ กลับต้องปล่อยให้เจ้าหนุ่มนั่นพูดจาโอหังถึงเพียงนั้น......
..น่าเจ็บใจนัก...
.....มู... ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็อยากจะตามไปปลอบโยนเจ้าเหลือเกิน
อยากจะให้ตนเองปกป้องเจ้าได้อย่างออกหน้าออกตา ...อย่างมิต้องแคร์สายตาผู้ใด....
..แต่น่าเสียดายนัก......
............................................................
“ท่านมู! ...มาอยู่ที่นี่เอง พวกเราตามหาแทบแย่
..เป็นอะไรไปหรือคะ”
เสียงร้องเรียกอันสดใสของมาทิเซียร่าพลันเปลี่ยนไปในทันทีที่ได้เห็นว่าโกลเซนต์สาวตรงหน้าตนซึมเศร้าไปเพียงไร.... อารีเอส มูยังคงนั่งนิ่งอยู่บนขั้นบันใดหินหน้าวิหารแล้วทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าพลางยักไหล่น้อยๆอย่างไม่แยแส ในขณะที่อมาริลี่ กับอราเบลลารีบปราดเข้ามาเกาะแขนเอาไว้คนละข้างพร้อมด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่มีอะไรหรอก.... ข้าเพียงแต่น้อยใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยมีความสำคัญกับผู้ใดเลย....”
นัยน์ตาสีเขียวเข้มพลันเบือนกลับมากวาดมองใบหน้าที่แต่งแต้มสีสันอย่างวิจิตรงดงามของทั้ง3สาวซึ่งกำลังเป็นกังวลเพราะท่าทีของตน ก่อนจะฝืนยิ้มให้ในที่สุด
“ข้าเองก็บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ลงประลองในเย็นวันนี้ หรือว่ากำลังเสียใจที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ราวกับสิ่งของที่ไร้ประโยชน์กันแน่
แต่ช่างเถอะ ข้าก็แค่..”
“แต่ข้าว่าท่านเคียวโกตัดสินใจถูกต้องแล้วนะคะท่านมู”
อราเบลล่ารีบขัดขึ้นพร้อมกับโอบบ่าเล็กๆนั้นไว้อย่างต้องการให้กำลังใจ ในขณะที่คู่แฝดของนางรีบพยักหน้ารับอย่างแข็งขันก่อนจะเสริมขึ้นอีกคนหนึ่ง
“เราเป็นสตรีก็ควรจะอยู่อย่างสตรี ...ท่านต้องทำใจยอมรับให้ได้ ว่าถึงแม้ท่านจะแข็งแกร่งปานใดแต่ก็มิอาจจะไปเทียบกับบุรุษได้หรอก ในเมื่อเราคือเพศที่ต้องการการปกป้องคุ้มครองนี่นะ
เอ่อ... อันที่จริงเรื่องเช่นนี้ในหมู่ของเซนต์หญิงก็มีอยู่บ่อยๆเช่นกัน จริงไหมคะมาทิเซียร่า”
“ใช่แล้วล่ะ.. แม้แต่ท่านมารีนกับท่านไชน่าก็ยังมีบางเวลาที่ต้องหลั่งน้ำตาเมื่อรู้สึกท้อแท้ไปกับความอ่อนแอของตนเอง ...ถึงแม้ว่าจะเป็นเซนต์หญิงที่เก่งกาจเพียงใด หากแต่ก็ยังคงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าอยู่วันยังค่ำ
มาทางนี้เถิดค่ะท่านมู... ให้พวกข้าได้แสดงให้ท่านเห็นเถิดว่าพวกผู้หญิงอย่างเรานั้นก็มีอาวุธติดตัวที่มิได้น้อยหน้าใครอยู่เหมือนกัน รวมทั้งมีวิธีที่จะปั่นหัวแก้เผ็ดพวกผู้ชายได้อย่างไรบ้าง”
..........................................................
...อย่างนี้มันจะดีแล้วจริงๆล่ะหรือ......
ถ้าเช่นนั้นอาวุธของสตรีคือการแต่งตัวสวยๆให้คนชมหรือไร
ช่างน่าขันสิ้นดี... ข้าไม่เห็นว่ามันจะใช้เป็นอาวุธได้อย่างไร พอๆกับที่ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นการป้องกันตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้ตรงไหน
ในขณะที่ชุดโกลครอธของข้ายังกลับจะคุ้มกันเจ้าของได้มากกว่าเสื้อผ้าบางๆที่เปิดเผยเนื้อตัวพวกนี้หลายขุมนัก....
โกลเซนต์อารีเอสก้มลงมองดูสารรูปของตนเองในขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังลานประลองตามลำพัง... แสงสีส้มอมชมพูยามเมื่อใกล้อัสดงขับผิวสาวเนียนนุ่มให้ออกสีชมพูเรื่อ ในขณะที่ชุดยาวแบบกรีกสีขาวสะอาดตาก็พลอยถูกลำแสงสุดท้ายแห่งวันย้อมให้กลายเป็นสีชมพูอ่อนไปด้วย ซึ่งดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบในความคิดของมู
ทว่าการที่ต้องปรากฏตัวในสภาพเช่นนี้ต่อหน้าชาวประชานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.... ถึงแม้ว่าอยากจะกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดโกลครอธดังเดิม ด้วยความเคยชินที่แต่ไหนแต่ไรตนเคยเป็นส่วนหนึ่งของการประลอง หากแต่ยามนี้เมื่อคิดว่าตนมิได้มีหน้าที่อันใดในงานประลองครั้งนี้และครั้งต่อๆไปอีกแล้วก็ให้ท้อใจนัก ...ถ้าเช่นนั้นจะแต่งกายเช่นไรก็คงไม่แปลก
ร่างงามรีบสาวเท้าเร็วขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความมืดที่กำลังโรยตัวลงมาปกคลุมทัศนวิสัยโดยรอบ ในขณะที่บริเวณสนามประลองที่แลเห็นได้แต่ไกลก็เริ่มจุดคบเพลิงแล้ว อันเป็นสัญญาณว่าการประลองใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มที... แต่กระนั้นมือเล็กเรียวงามก็ยังยกขึ้นแตะดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่เสียบแซมอยู่บนเรือนผมที่รวบเป็นมวยหลวมๆอย่างงดงามด้วยฝีมืออันวิจิตรบรรจงของ3สาวอย่างอดกังวลมิได้ หากดอกไม้ดอกนั้นก็ยังคงปักตรึงเกลียวผมนุ่มลื่นเอาไว้อย่างแน่นหนามิมีทีท่าว่าจะหลุดร่วงลงมาแต่อย่างใด
ที่กลางสนามประลอง.... ปรากฏร่างของคู่ประลองทั้ง2ยืนนิ่งอยู่ที่คนละฟากของสนาม ในสภาพที่สวมเพียงกางเกงหนังรัดรูปสีเข้มที่เน้นสะโพกตึงแน่นให้เด่นชัดพร้อมด้วยช่วงขายาวแข็งแรงพร้อมด้วยรองเท้าบูทหนังสีดำแบบดั้งเดิม ในขณะที่ร่างกายท่อนบนนั้นเปลือยเปล่าอวดมัดกล้ามงดงามชวนมอง แข็งแกร่ง สมบูรณ์แบบเยี่ยงชายชาตรี....
เรือนกายอันงดงามไร้ที่ติประหนึ่งรูปสลักเทพบุตรที่ถูกแสงไฟจากคบเพลิงขับให้เป็นสีทองแดงนั้นเป็นมันวาวระยับดุจดังเปล่งประกายไปด้วยหยาดเหงื่อที่เกาะพราวผสมกับน้ำมันหอมที่ชโลมร่างให้เป็นมันวาว ในขณะที่เรือนผมของชายหนุ่มทั้ง2ซึ่งเปียกหมาดๆเพราะผ่านการอบอุ่นร่างกายมาก่อนหน้านี้ ได้รวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลังด้วยเชือกเส้นเล็กๆ
ทั้งโกลเซนต์เวอร์โกและเจมินี่ต่างก็กำลังอยู่ในภาวะอันสงบนิ่ง... ร่างทั้ง2เดินวนช้าๆเป็นวงกลมอยู่ในอาณาเขตของตนเองก็จริงอยู่ ทว่าสายตานั้นกลับจ้องมองแต่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม ไร้คำพูด... ไร้ท่าทีอันเป็นปรปักษ์ ..มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ประสานกันแน่นิ่ง
ตามกฏกติกาที่ปฏิบัติกันมาช้านานนั้นมีอยู่ว่า... เนื่องจากเป็นการประลองโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเซนต์ด้วยกัน ดังนั้นรูปแบบของการต่อสู้จึงอนุญาตให้ใช้เพียงแรงกายและวิธีกาต่อสู้แบบปกติธรรมดาเท่านั้น และการระเบิดคอสโมคือข้อห้ามที่สำคัญยิ่ง
ในขณะเดียวกัน... ผลของการต่อสู้จะเป็นเช่นไรนั้น ตัดสิน ณ เวลาที่เม็ดทรายสีขาวในนาฬิกาทรายซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในสนามไหลลงมาจนหมด ดังนั้นทั้งคู่จะมีเวลาโรมรันกันอย่างอิสระประมาณ 88 นาทีก่อนที่จะถูกจับแยก อันถือเป็นเสมือนการละเล่นที่สำคัญและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเซนต์มาตลอด
โกลเซนต์อารีเอสก้าวขึ้นสู่อัฒจรรย์อย่างแช่มช้าพลางมองลงยังลานกว้างเบื้องล่างอย่างพยายามที่จะไม่สนใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปลักษณ์ใหม่ของตน ในจังหวะเดียวกับที่คู่ประลองทั้ง2ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตา....
เห็นได้ชัดว่าเวอร์โก ชากะนั้นรีบเบือนหน้าหนีแทบจะทันที ในขณะที่เจมินี่ ซากะกลับจ้องมองตาค้างอย่างตกตะลึง และแววตาอันร้อนรุ่มซึ่งไม่คิดจะปิดบังนั้นก็มากเกินพอที่จะทำให้มูต้องเบือนสายตาหนีโดยมิทันสังเกตแม้แต่น้อย ว่าท่ามกลางสายตาจำนวนมากที่จ้องมองมายังตนนั้น ..ยังมีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ส่อแววมิค่อยพอใจเมื่อได้เห็นตนในสภาพที่สวมอาภรณ์อันงดงามแบบสตรี
.....แต่งกายอะไรเช่นนั้น... ช่างเหลวไหลนักเด็กคนนี้.....
ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันเบาบางแบบอิสตรี รังแต่จะพาให้บุรุษรอบข้างยิ่งคลั่งไคล้ใหลหลง....
นี่เจ้าเสียสติไปแล้วงั้นหรือ... มู
นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสที่กำลังลุกวาวอยู่ภายใต้หน้ากากของประมุขแห่งแซงทัวรี่จับจ้องเรือนร่างอันงดงามเปล่งปลั่งของศิษย์สาวตัวน้อยอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของลานประลองอย่างไม่สู้พอใจนัก...
มิใช่ว่าตนจะเกิดอาการหึงหวงเสียจนเกินควร ...ถึงแม้ว่าจะงามเพียงใดหากแต่ว่ากันตามเหตุผลอย่างแท้จริงแล้วก็ยังไม่เหมาะสมอยู่ดี ....ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงบังคับใจตนเองได้อย่างดีเยี่ยมเช่นเคย เมื่อท่อนแขนเข็งแกร่งยกขึ้นให้สัญญาณเริ่มการประลองก่อนจะนั่งลง พร้อมๆกับนาฬิกาทรายที่ถูกจับยกขึ้นพลิกกลับด้าน
เม็ดทรายสีขาวนับแสนนับล้านไหลผ่านจุดที่เล็กคอดที่สุดของกระเปาะแก้วลงสู่เบื้องล่าง และทันใดนั้นเองเสียงโห่ศึกก็ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง....
ประหนึ่งดังภาพประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ห้ำหั่นกันของมนุษยชาติครั้งสมัยดึกดำบรรพ์ได้หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อคู่ต่อสู้ทั้ง2ได้พุ่งเข้าใส่กันในสภาพที่ปราศจากอาวุธและเครื่องป้องกันใดๆ ...มีเพียงมือเปล่าเท่านั้น พร้อมๆกับเสียงร้องตะโกนก้องอย่างลุ้นระทึกของผู้ชมทั้งอัฒจรรย์
ต่างฝ่ายต่างก็ทดสอบและหยั่งเชิงพละกำลังของกันและกันด้วยการล็อคมือของฝ่ายตรงข้ามไว้แน่นพร้อมกับออกแรงบีบและบังคับให้คู่ต่อสู้ต้องยอมจำนน แต่สำหรับโกลเซนต์เวอร์โกและเจมินี่ซึ่งปะทะกันมามากกว่า1ครั้งโดยที่ยังมิเคยรู้ผลแพ้ชนะเลยแม้แต่ครั้งเดียว... มีหรือที่จะยอมถอยให้แก่กันโดยง่าย และความต้องการที่จะต่อสู้เพื่อกระชับมิตรก็ไม่เคยจะมีอยู่ในหัวสมองมาไหนแต่ไรแล้ว นอกจาก...
เรื่องของสาวน้อยเพียงคนเดียว ....ในขณะที่คนหนึ่งต้องการที่จะเห็นสหายของตนก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง แต่อีกคนหนึ่งกลับยึดความปรารถนาในหัวใจเป็นที่ตั้ง....
“หากว่าข้าเป็นฝ่ายชนะ ขอให้ท่านเลิกเกี้ยวพาราสีมูอย่างไร้มารยาทเช่นนั้นด้วย...
ที่พูดมานี้มิใช่เพราะข้าหมายปองหวังจะได้มูมาเคียงข้างเสียเอง แต่เป็นเพราะข้าสงสารเพื่อนของข้าด้วยลำพังมูเองก็มีเรื่องที่จะต้องคิดมากพออยู่แล้ว...”
“และหากว่าชัยชนะเป็นของข้า ...ต่อแต่นี้ไปขอเจ้าจงเลิกยุ่งเกี่ยวจุ้นจ้านกับชีวิตส่วนตัวของมูสักที
...ไม่ว่ามูจะตัดสินใจประการใดก็จงอย่าได้เข้าไปบงการชี้นำอีก”
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของตนขึ้นมาสู้ ก็ไม่มีใครยอมลงให้แก่กัน ...ดวงตา2คู่สบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใครมากเท่าๆกับที่ต่างก็รีดเค้นกำลังข้อที่มีอยู่เพื่อเอาชัยเหนืออีกฝ่าย จนกระทั่งถึงที่สุดของขีดจำกัด....
บุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าทิ้งตัวลงกับพื้นดินอย่างว่องไวเพียงพริบตาเดียวก่อนที่หมัดขวาตรงจะลั่นเข้าใส่ใบหน้าพร้อมกับตวัดขาเตะเต็มแรง ในขณะที่โกลเซนต์รุ่นพี่กลับยึดขาข้างนั้นเอาไว้ได้แล้วโต้ตอบอย่างรุนแรงไม่แพ้กันด้วยการกระทุ้งศอกเข้าใส่
“พลั่กก!!”
ชากะกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บปวดพลันอุบัติขึ้น พร้อมกับโผนเข้าล็อคคอคู่ต่อสู้แล้วจับทุ่มตามแบบแผนการโค่นล้มศัตรูด้วยมือเปล่า ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ของซากะต้องกระแทกโครมเข้ากับพื้นเต็มแรง ตามด้วยฝุ่นดินทรายที่พลันฟุ้งกระจายขึ้นมาจนบดบังทัศนวิสัยโดนรอบ และในพริบตานั้นโกลเซนต์เจมินี่ก็ต้องพลิกกายหลบมือเท้าของฝ่ายตรงข้ามที่กระเคนเข้าใส่อย่างรวดเร็วรุนแรงพร้อมทั้งตั้งรับและตอบโต้ด้วยกระบวนท่าที่ทรงพลังไม่แพ้กัน
ในขณะที่ทรายเม็ดเล็กละเอียดไหลพรั่งพรูลงสู่กระเปาะเบื้องล่างได้เกือบถึงครึ่งแล้ว.....
-------------------------------------------
To Be Con...Chapter67*0*
ตอนที่66นี้ช่างเป็นตอนที่บั่นทอนกำลังใจได้ดีนักเเล เพราะไม่ว่าจะยังไงๆมูนดรอปก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี ...คือโดยส่วนตัวเเล้วไม่ถนัดกับฉากต่อสู้สักเท่าไหร่อะค่ะ มันก็เลยออกมาเป็นเเบบนี้ เหอๆ TT TT
เเต่ว่าในตอนหน้า ...มีลุ้นค่ะ^^
“เจ้าเองก็รู้ซึ้งอยู่เเก่ใจว่าเราคือเซนต์ ถึงเเม้ว่าจะเป็นสตรีหากเเต่เจ้าก็คือขุนพลผู้พิทักษ์องค์เทวี
ดังนั้นเหมาะสมเเล้วหรือ ที่เจ้าจะรักสวยรักงามเเต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าเเพรพรรณราวกับสาวสรรค์กำนัลนางเช่นนี้”
ชิออนจบประโยคก่อนจะหันหลังให้กับศิษย์ของตนพร้อมด้วยหัวใจที่ปวดแปลบ...
มันมิใช่เรื่องแปลกอันใดที่เด็กสาวๆในวัยเช่นนี้จะรักสวยรักงามหากแต่เขาก็จำเป็นต้องพูด เมื่อตนตระหนักดีว่ามิอาจทนเห็นร่างน้อยตรงหน้าในสภาพอันยวนยั่วกิเลสเช่นนี้ได้ แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่ ย่อมจะต้องสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับมูอย่างเเน่นอน....
Tags: fic, fiction, mu, saint seiya, shion3 Comments
งานนี้ไม่รู้จะเชียร์ใครดี
หนอยแน่ะ...ท่านช่าอย่ายอมแพ้เชียวนะ
และมันก็เป็นดั่งการคากการณ์ของรินเลยค่ะ แหม่
ถ้าเป็นท่านช่า สง่าก็ต้องลงสู้สินะ แน่นอนว่าได้ลง
เพราะความหมั่นไส้ของท่านชิ
และพอพูดเกี้ยวมูอย่างนั้นไม่ต้องสงสัยว่า
ท่านชิจะเชียร์ใคร
แต่จะว่าไปแล้วถ้าสง่าแพ้เรื่องมันก็จะไม่สนุกสินะ
มันต้องประมาณว่านางเอกเริ่มหลุดขึ้นบ้าง กล้าเถียง
กล้างอน แบบนี้สิท่านชิจะได้หลุดเก๊กอีกสักที
แต่ว่านะท่านชิน่าหมั่นไส้เข้าทุกที(ตามความต้องการ
ของพี่มูน) ไม่ให้มูลงแบบนี้ก็เข้าใจผิดยังจะไปว่ามูอีก
เกิดมาก่อนคนอื่นเค้าแท้ๆได้เห็นมาก็เยอะ แต่รุ่นโหลนๆนี้ เพิ่งจะมามีโอกาสยังไม่ปิดโอกาอีก
(พล่ามได้ไม่เกรงศีลธรรมเลยแฮะๆ)
จะยังไงก็ตามพี่มูสู้ๆ ท่านมูสู้ตายพี่มูนไว้ลายพรุ่งนี้มาลงอีกตอน
#1 By กระต่ายสีดำ on 2008-04-21 17:58