Chapter67
posted on 22 Apr 2008 14:20 by moon-drop in Moonlight-Serenade
ดีค่า
สืบเนื่องจากตอนที่เเล้ว... เมื่อท่านชิยังคงเล่นตัวไม่เลิก เเละคนอ่านก็ชักจะเริ่มหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ(รวมทั้งคนเขียนด้วย- -*)
เเต่ก็เป็นอะไรที่ทำให้มูนดรอปรู้สึกดีใจค่ะ เพราะนั่นหมายถึงมูนสามารถปั้นท่านชิจอมหน้าหมั่นไส้ให้ปรากฏตัวออกมาได้เป็นผลสำเร็จ^ ^
จากท่านอาจารย์ผู้เข้มงวดที่ทำร้ายจิตใจท่านมูได้อย่างเเสนจะเย็นชา ในตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าใครมาเข้าใกล้ศิษย์ของตัวก็ดูจะไม่ชอบไปหมด ...เเละที่เเสบกว่านั้นคือเก็บความรู้สึกได้ดีเยี่ยมเสียจนเเตมป์จังยังบอกว่า..
>>ต้องขออนุญาตตั๊นหน้าท่านซักทีด้วยความหมั่นไส้ค่ะ<<
เเละในตอนล่าสุดนี้ ท่านชิก็ได้กระชากหน้ากากของตนออกเเล้ว.......
-----------------------------------------------
Chapter67
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ในขณะที่สายลมอันอบอุ่นก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ หากที่กลางลานประลองนั้นกลับคุกรุ่นไปด้วยไอร้อนระอุ ...เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ขับเคี่ยวกันกำลังโหมกระหน่ำเมื่อบุรุษหนุ่มทั้ง2ต่างก็เหงื่อไหลไคลย้อยโทรมกาย แผ่นอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอันงดงามชวนตะลึง ท่อนแขนแข็งแรงทรงพลัง และสีข้างเพรียวแกร่งอีกทั้งหน้าท้องเครียดครัดได้รูปสวยสะท้อนแสงไฟเป็นมันปลาบ
“พล็อก!!!”
พริบตานั้นใบหน้าของเวอร์โก ชากะก็มีอันต้องผงะหงายไปเบื้องหลังเมื่อปลายเท้าหนาหนักที่สวมรองเท้าบูทหนังของคู่ประลองกระแทกเข้าที่ใบหน้าอย่างถนัดใจ ถึงกับเรียกโลหิตให้ไหลปรี่ออกมาจากรอยแตกที่โหนกแก้มได้อย่างไม่ยากเย็น... กระนั้นบุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าก็ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะใส่ใจที่จะเช็ดเลือดออก มีเพียงความสนใจแต่จะตอบโต้กับโกลเซนต์รุ่นพี่เพียงเท่านั้น ...ชากะสะบัดตัวอย่างแรงด้วยหวังจะสลัดกรงนิ้วของคู่ต่อสู้ที่เข้ายึดจับจากด้านหลังให้หลุดออกไปพร้อมทั้งแทงศอกสวนเข้าให้ที่กกหูของฝ่ายตรงข้าม
และมันได้ผลดีเกินคาด.... เมื่อแรงกระแทกที่ไม่ธรรมดาพร้อมทั้งบาดแผลสดใหม่นั้นส่งผลให้โกลเซนต์เจมินี่ถึงกับมึนงงเสียจนต้องคลายมือออก เป็นโอกาสสำคัญให้ชากะรุกไล่อย่างต่อเนื่องในขณะที่อีกฝ่ายยังคงได้แต่ปัดป้องอย่างไม่เต็มที่นัก ก่อนที่ซากะจะกัดฟันสวนกลับด้วยหมัดซ้ายเข้าที่ปลายคางเสียบเสยเด็กหนุ่มให้ล้มทั้งยืน
“พลั่ก!!”
ซากะโถมร่างเข้าใส่หมายจะจับล็อคให้อยู่มือ แต่แล้วก็กลับล้มกลิ้งลงไปด้วยกันเมื่ออีกฝ่ายตวัดเตะเข้าให้เต็มแรงที่ขาพับด้านใน ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องล้มลุกคลุกคลานพร้อมกับพยายามหาโอกาสจัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วยพละกำลังที่สูสีกัน ...และท่ามกลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวลไปทั่ว แสงสว่างจากคบเพลิงนับสิบที่สาดแสงสีส้มทองจับภาพตรงกลางลานประลองให้แลดูราวกับรูปสลักนักรบโบราณที่กำลังเคลื่อนไหว.... ในขณะเดียวกัน เม็ดทรายสีขาวก็กำลังไหลลงไปเรื่อยๆจนใกล้จะหมดเต็มทีแล้วอันเป็นสัญญาณว่าเหลือเวลาอีกไม่มากนัก
และทันใดนั้นที่ประตูทางเข้าลานประลองทั้งทิศตะวันออกและตะวันตกก็พลันปรากฏร่างดำทะมึนของทหารยามหลายสิบนายในชุดเกราะหนังสีดำพร้อมติดอาวุธครบครันวิ่งกรูกันออกมา แล้วกระจายกำลังกันออกตั้งแถวหน้ากระดานเรียงสองก่อนจะขยับแนวเป็นครึ่งวงกลมพร้อมกับตั้งทวนในมือขึ้นทำมุม45องศาอย่างพร้อมเพรียงกันพลางรอคอยให้เวลาหมด ในขณะที่ผู้ชมทั้งสนามต่างก็ส่งเสียงเชียร์ดังลั่นเมื่อนาทีสุดท้ายของการประลองใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
อาริเอส มูจับตาดูการต่อสู้อยู่บนที่นั่งอย่างสงบพร้อมด้วยความสงสัยเต็มหัวใจ กับท่าทีซึ่งปราศจากการโอนอ่อนผ่อนปรนให้แก่กันของทั้ง2ฝ่าย ในขณะที่ภาพเหตุการณ์การประคารมเมื่อวันก่อนระหว่างชายหนุ่มทั้ง2พลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง
.....หวังว่าสาเหตุที่ต่อสู้อย่างจริงจังถึงเพียงนี้คงจะไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นชนวนหรอกนะ.....
“หมดเวลา!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงขานหมดเวลาการประลองทหารยามที่ตั้งแถวรออยู่ก็เข้าทำการแยกคู่ประลองทั้ง2ออกจากกันในทันที พวกที่เข้ามาจากประตูตะวันออกพากันกรูเข้าจับยึดแขนเจมินี่ ซากะไว้แน่น ในขณะที่อีกพวกหนึ่งก็ทำหน้าที่แยกเวอร์โก ชากะออกไปในลักษณะเดียวกัน พร้อมๆกับที่ใบทวนสีเงินวาววับอีกนับสิบเล่มที่ถูกยื่นออกมาขวางกลางระหว่างโกลเซนต์หนุ่มทั้ง2คน เพื่อกันมิให้ทั้งคู่ถลาเข้าหากันอีก อันเป็นวิธีปฏิบัติอันปรกติธรรมดาซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งภายหลังการประลอง
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มทั้ง2จะได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างตามสมควรหากก็ไม่มีผู้ใดสนใจ ด้วยเป็นที่ตระหนักกันดีอยู่แล้วว่าในบรรดานักรบที่ขนานนามตนเองว่า “เซนต์แห่งอาเทน่า”นั้น ยังมี12คนที่มีความแข็งแกร่งในระดับสุดยอด ดังนั้น... บาดแผลเหล่านั้นจึงเป็นเพียงแค่รอยขีดข่วนสำหรับพวกเขาเท่านั้น....
“เสมอกัน!!!!”
นัยน์ตาสีฟ้าใสประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำอย่างไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ เมื่อสิ่งที่ปรารถนาจะทำก็ได้ทำอย่างเต็มความสามารถแล้ว ก่อนจะหมุนร่างเดินกลับออกไปคนละทิศพร้อมกับถอนหายใจยาว ด้วยถึงแม้จะมิอาจตัดสินกันได้อย่างเด็ดขาดทว่าพวกตนก็ไม่ค้างคาใจอีกแล้ว หากก็ยังคงหวังอยู่ลึกๆว่าคงจะมีโอกาสได้พบกันอีกในคราวหน้า...
..................................................
มูเดินกลับมายังวิหารของตนตามลำพัง.....
ร่างน้อยกำลังย่างเท้าไปตามระเบียงทางเดินภายในวิหารโดยมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักส่วนตัวพร้อมกับครุ่นคิดถึงการประลองเมื่อครู่ ใบหน้าหวานแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมโตสุกสว่างที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภามืดมิดก่อนจะถอนหายใจ
......คืนพระจันทร์เต็มดวงอีกแล้วหรือนี่....
...แล้วจะมีผู้ใด ที่กำลังทุกข์ทรมานจากชะตากรรมอันโหดร้ายในคืนที่มีอายุครบ17ปีเช่นเดียวกับที่ตนเคยประสบมาแล้วหรือเปล่า....
เรือนร่างเพรียวบางในชุดสีขาวนวลถึงกับสั่นสะท้านคราเมื่อนึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นที่หมู่บ้านเซเรนติ ..ว่าในเวลานี้จะมีผู้ใด... ที่ถูกส่งตัวลงไปอยู่ในคุกมืดอันแสนจะวังเวงและหนาวเย็นนั้นเพื่อที่จะรอดูว่าจะเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายรึไม่
....เพื่อที่จะรอรับการลงทัณฑ์ โดยการถูกปลิดชีพด้วยมือของคนอื่นๆหากว่าโชคไม่ดีพอ.....
ยิ่งคิดก็พาให้ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นพรึง ...แล้วในยามที่ตนเปลี่ยนเป็นอสูรกายล่ะ....
ถ้าหากว่าคืนนั้นโชคไม่เข้าข้าง และตนไม่มีโอกาสได้คืนร่างเป็นมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น....
ท่านอาจารย์ก็คงไม่ลังเลที่จะสังหารตนทิ้งอย่างนั้นใช่หรือไม่.....
ท่ามกลางความหดหู่ที่ครอบงำจิตใจ ..โกลเซนต์อารีเอส มีอันต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อพบว่ามีร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน และท่ามกลางความมืดสลัวนั้นมูก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามิใช่ใครที่ไหน... เมื่อเจ้าของชายเสื้อคลุมตัวยาวสีเข้มที่โผล่พ้นเงามืดออกมาอาบแสงจันทร์นั้นจะเป็นใครไปได้ หากมิใช่ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณของตน
“เจ้าคิดว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่....
ดอกไม้ที่ผมนั่นมันอะไรกัน ..แล้วยังเครื่องประดับนั่นอีก”
ชิออนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาพร้อมกับก้าวออกมาจากเงามืด ส่งผลให้ร่างน้อยเพรียวบางในชุดยาวเเบบกรีกอันเเสนงดงามอดสะดุ้งมิได้.... ดวงหน้างามพลันซีดเผือดทันทีที่ได้เห็นเเววตาอันเเสนเข้มงวดของท่านอาจารย์ที่เปล่งประกายเรืองรองอย่างมิค่อยพอใจกับสภาพของตนมากนัก
อารีเอส มูค่อยๆดึงดอกไม้งามออกจากเรือนผมที่เกล้าอย่างหลวมๆของตนอย่างประหม่า ด้วยความรู้สึกผิดเสียจนมิกล้าสบตากับผู้เป็นอาจารย์ ร่างน้อยจึงได้แต่ก้มหน้านิ่งอย่างสำนึกตัวและหวาดหวั่น
“..มู.... มองตาข้า!!....”
จู่ๆน้ำเสียงที่เคยราบเรียบอยู่เป็นนิจพลันเปลี่ยนเป็นเสียงตะดอกขึ้นมาในบัดดล เมื่อชิออนรู้สึกเหลือทนกับท่าทีที่พยายามหลบเลี่ยงสายตาของศิษย์ตัวน้อย
“เจ้าเองก็รู้ซึ้งอยู่เเก่ใจว่าเราคือเซนต์ ถึงเเม้ว่าจะเป็นสตรีหากเเต่เจ้าก็คือขุนพลผู้พิทักษ์องค์เทวี
ดังนั้นเหมาะสมเเล้วหรือ ที่เจ้าจะรักสวยรักงามเเต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าเเพรพรรณราวกับสาวสรรค์กำนัลนางเช่นนี้”
ชิออนจบประโยคก่อนจะหันหลังให้กับศิษย์ของตนพร้อมด้วยหัวใจที่ปวดแปลบ...
มันมิใช่เรื่องแปลกอันใดที่เด็กสาวๆในวัยเช่นนี้จะรักสวยรักงามหากแต่เขาก็จำเป็นต้องพูด เมื่อตนตระหนักดีว่ามิอาจทนเห็นร่างน้อยตรงหน้าในสภาพอันยวนยั่วกิเลสเช่นนี้ได้ แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่ ย่อมจะต้องสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับมูอย่างเเน่นอน....
ทว่า.... มูเอ๋ย
...หากว่าข้าจะสามารถปกป้องเจ้าได้ ก็ด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น....
เป็นวิธีเดียว... ที่จะทำให้ตัวเจ้าปลอดภัยและอยู่ห่างจากความปรารถนาของข้า
...ดังนั้น โปรดอภัยให้ข้าด้วย....
หากก่อนที่ชิออนจะทันได้เอ่ยอะไรอีกชายหนุ่มก็มีอันต้องลำคอตีบตัน เมื่อครั้นจะเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนทว่าศิษย์ตัวน้อยกลับวิ่งหนีหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียง.... คราบน้ำตาซึ่งไหลรินจากดวงตาคู่งามที่เผยให้เห็นถึงความเจ็บปวดเสียใจเพียงเเวบเดียว ..กับกลิ่นหอมจางๆอันเเสนเศร้าจากเรือนร่างอันงดงามประหนึ่งภาพมายานั้น....
..ทว่า “ร้อยจันทร์พันราตรี” หรือจะมาสู้... กรุ่นกลิ่นหอมจากร่างสาวน้อยยามเมื่อได้แนบชิดกันภายใต้ความมืดสลัวในคุกแห่งนั้น....
...ยิ่งคิดคำนึงถึงก็รังแต่จะพาให้เพ้อคร่ำเพ้อครวญ
ยิ่งรำลึกถึงสัมผัสนวลเนียนจากผิวเนื้อเนียนนุ่มก็ยิ่งพาให้คลุ้มคลั่ง....
....เจ้าจะรู้บ้างรึไม่ ว่าเจ้าคือเเสงจันทรางามพิสุทธิ์ซึ่งสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ ทิ้งให้บุรุษต้องรวดร้าวถวิลหาเงาอันมิอาจเอื้อมถึง..
หาใช่เเสงไฟหลากสีราคาถูกในยามราตรีที่ต้องการการปรุงเเต่งด้วยเครื่องประดับหรืออุปกรณ์ใด.....
หากเเต่เจ้าคือลำเเสงสีเงินอันบริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งเป็นความงามอันเเท้จริง ...ความงามอันบริสุทธิ์ที่มิได้เกิดจากการเเต่งเเต้มสีสันใดๆ
ซึ่งยากนัก.. ที่จะหาสตรีนางใดมาเสมอเหมือน
เเละก็เป็นความงามที่ข้านึกอยากจะสาปเเช่งอยู่ทุกคืนวัน.... ด้วยมันคือเงาสะท้อนที่กระเพื่อมไหวอยู่บนผิวน้ำราวกับจะยั่วเย้าซึ่งข้ารู้ตัวดี ว่ามิอาจจะเเตะต้องได้....
.....หากเเต่ก็ปรารถนายิ่งนัก
ชิออนหลับตาลงช้าๆอย่างเจ็บปวดพร้อมกับพยายามระงับความต้องการที่จะติดตามศิษย์สาวตัวน้อยไปอย่างสุดหัวใจ ก่อนจะเเหงนหน้ามองขึ้นไปยังความมืดเบื้องบน ...ดวงตาสีอเมทิสคู่งามเพ่งมองดวงจันทร์สีเงินด้วยความรู้สึกทรมานใจอันยากที่จะบรรยาย
....หากว่าเจ้ามิใช่ศิษย์ของข้า หรือเเม้นว่าข้ามิใช่อาจารย์เจ้าเเล้วไซร้....
ต่อให้เจ้าร้อนราวกับเพลิงโลกันตร์ข้าก็จะยอมมอดไหม้เเตกสลาย ข้าจะมิคิดเสียดายเเม้นว่ามือทั้ง2ข้างนี้จะพุพองสักเพียงใด.... รึต่อให้เจ้าเผาไหม้ข้าไปถึงดวงวิญญาณก็ตาม
ข้า.... ก็จะขอโอบกอดเจ้าไว้ด้วยเเขนทั้งสองนี้ ด้วยหัวใจ ด้วยชีวิตเเละวิญญาณ.....
ช่างน่าขันนัก...
ที่ข้าอยู่มาจนแก่ปานนี้แล้วเพิ่งจะเกิดความรู้สึกราวกับเด็กหนุ่มๆขึ้นมา
ราวกับปรารถนาที่จะระบายความรู้สึกของตนให้ล่องลอยออกไปพร้อมกับสายลมยามดึก เมื่อชายหนุ่มกระซิบถ้อยคำต้องห้ามออกมา.... ถ้อยคำที่เเม้ถึงตายตนก็จะไม่มีวันเอ่ยออกมาให้มูได้ยินเป็นอันขาด...
“..มู... ข้ารักเจ้า...”
....แต่ข้าก็รู้ดีว่าความรักของข้านั้นจะเป็นอันตรายต่อเจ้าสักเพียงใด แต่ถึงกระนั้นข้าก็จะต้องปกป้องเจ้าให้รอดพ้นจากมันให้จงได้
...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะดูแลเจ้าอย่างดีที่สุด......
--------------------------------------------------
To Be Con...Chapter68^0^
ในตอนนี้เราคงเริ่มเห็นเเล้ว(รึเปล่า?) ว่าท่านชิของเราก็เป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่มีความรู้สึกรักใครสักคนได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ...เเม้ว่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ลึกสักเเค่ไหนเเต่ว่าความอดทนก็ย่อมมีจำกัด(เเละมีวันหมดอายุ-.-)
ในเวลานี้ถึงเเม้จะหลุดคำว่า "รัก" ออกมาเเล้ว ทว่าคนที่ควรจะได้ยินกลับไม่ได้อยู่ฟังเสียนี่....
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาเกิดความรู้สึกเช่นนี้....
เมื่อตลอด200กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดเลย ที่ชิออนนึกอยากจะระเบิดใครสักคนให้เป็นจุณมากเท่ากับวันนี้ ส่งผลให้ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติ ซึ่งเคยเรียบเฉยอย่างสงวนท่าทีเสมอมากลับบึ้งตึงพร้อมกับขบกรามแน่นจนนูนเป็นสันเห็นได้ชัด พร้อมด้วยนัยน์ตาสีม่วงเข้มเปล่งประกายแข็งกร้าวที่มองตรงไปเบื้องหน้า
กระนั้นบุรุษผู้เป็นประมุขแห่งเหล่าเซนต์ก็ยังพยายามจะสงบสติอารมณ์แล้วบังคับให้ตนเองจ้องมองภาพบาดใจของ2หนุ่มสาวที่โอบกอดกันอยู่ท่ามกลางความมืดนั้นด้วยความเฉยชา.... แม้จะตระหนักดีว่าภายในร่างของตนกำลังเดือดพล่านราวกับเพลิงกาฬที่ลวกร้อนเผาผลาญหัวใจให้มอดไหม้ทรมาน ..ทว่ามันก็มิใช่ความผิดของเด็ก2คนนั้น
...ก็แล้วจะโทษใครได้อีกเล่า ถ้ามิใช่เพราะตัวข้าเองที่ทำให้ผู้เป็นที่รักต้องเสียใจ......
สืบเนื่องจากตอนที่เเล้ว... เมื่อท่านชิยังคงเล่นตัวไม่เลิก เเละคนอ่านก็ชักจะเริ่มหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ(รวมทั้งคนเขียนด้วย- -*)
เเต่ก็เป็นอะไรที่ทำให้มูนดรอปรู้สึกดีใจค่ะ เพราะนั่นหมายถึงมูนสามารถปั้นท่านชิจอมหน้าหมั่นไส้ให้ปรากฏตัวออกมาได้เป็นผลสำเร็จ^ ^
จากท่านอาจารย์ผู้เข้มงวดที่ทำร้ายจิตใจท่านมูได้อย่างเเสนจะเย็นชา ในตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าใครมาเข้าใกล้ศิษย์ของตัวก็ดูจะไม่ชอบไปหมด ...เเละที่เเสบกว่านั้นคือเก็บความรู้สึกได้ดีเยี่ยมเสียจนเเตมป์จังยังบอกว่า..
>>ต้องขออนุญาตตั๊นหน้าท่านซักทีด้วยความหมั่นไส้ค่ะ<<
เเละในตอนล่าสุดนี้ ท่านชิก็ได้กระชากหน้ากากของตนออกเเล้ว.......
-----------------------------------------------
Chapter67
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ในขณะที่สายลมอันอบอุ่นก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ หากที่กลางลานประลองนั้นกลับคุกรุ่นไปด้วยไอร้อนระอุ ...เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ขับเคี่ยวกันกำลังโหมกระหน่ำเมื่อบุรุษหนุ่มทั้ง2ต่างก็เหงื่อไหลไคลย้อยโทรมกาย แผ่นอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอันงดงามชวนตะลึง ท่อนแขนแข็งแรงทรงพลัง และสีข้างเพรียวแกร่งอีกทั้งหน้าท้องเครียดครัดได้รูปสวยสะท้อนแสงไฟเป็นมันปลาบ
“พล็อก!!!”
พริบตานั้นใบหน้าของเวอร์โก ชากะก็มีอันต้องผงะหงายไปเบื้องหลังเมื่อปลายเท้าหนาหนักที่สวมรองเท้าบูทหนังของคู่ประลองกระแทกเข้าที่ใบหน้าอย่างถนัดใจ ถึงกับเรียกโลหิตให้ไหลปรี่ออกมาจากรอยแตกที่โหนกแก้มได้อย่างไม่ยากเย็น... กระนั้นบุรุษผู้ใกล้เคียงพระเจ้าก็ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะใส่ใจที่จะเช็ดเลือดออก มีเพียงความสนใจแต่จะตอบโต้กับโกลเซนต์รุ่นพี่เพียงเท่านั้น ...ชากะสะบัดตัวอย่างแรงด้วยหวังจะสลัดกรงนิ้วของคู่ต่อสู้ที่เข้ายึดจับจากด้านหลังให้หลุดออกไปพร้อมทั้งแทงศอกสวนเข้าให้ที่กกหูของฝ่ายตรงข้าม
และมันได้ผลดีเกินคาด.... เมื่อแรงกระแทกที่ไม่ธรรมดาพร้อมทั้งบาดแผลสดใหม่นั้นส่งผลให้โกลเซนต์เจมินี่ถึงกับมึนงงเสียจนต้องคลายมือออก เป็นโอกาสสำคัญให้ชากะรุกไล่อย่างต่อเนื่องในขณะที่อีกฝ่ายยังคงได้แต่ปัดป้องอย่างไม่เต็มที่นัก ก่อนที่ซากะจะกัดฟันสวนกลับด้วยหมัดซ้ายเข้าที่ปลายคางเสียบเสยเด็กหนุ่มให้ล้มทั้งยืน
“พลั่ก!!”
ซากะโถมร่างเข้าใส่หมายจะจับล็อคให้อยู่มือ แต่แล้วก็กลับล้มกลิ้งลงไปด้วยกันเมื่ออีกฝ่ายตวัดเตะเข้าให้เต็มแรงที่ขาพับด้านใน ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องล้มลุกคลุกคลานพร้อมกับพยายามหาโอกาสจัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วยพละกำลังที่สูสีกัน ...และท่ามกลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวลไปทั่ว แสงสว่างจากคบเพลิงนับสิบที่สาดแสงสีส้มทองจับภาพตรงกลางลานประลองให้แลดูราวกับรูปสลักนักรบโบราณที่กำลังเคลื่อนไหว.... ในขณะเดียวกัน เม็ดทรายสีขาวก็กำลังไหลลงไปเรื่อยๆจนใกล้จะหมดเต็มทีแล้วอันเป็นสัญญาณว่าเหลือเวลาอีกไม่มากนัก
และทันใดนั้นที่ประตูทางเข้าลานประลองทั้งทิศตะวันออกและตะวันตกก็พลันปรากฏร่างดำทะมึนของทหารยามหลายสิบนายในชุดเกราะหนังสีดำพร้อมติดอาวุธครบครันวิ่งกรูกันออกมา แล้วกระจายกำลังกันออกตั้งแถวหน้ากระดานเรียงสองก่อนจะขยับแนวเป็นครึ่งวงกลมพร้อมกับตั้งทวนในมือขึ้นทำมุม45องศาอย่างพร้อมเพรียงกันพลางรอคอยให้เวลาหมด ในขณะที่ผู้ชมทั้งสนามต่างก็ส่งเสียงเชียร์ดังลั่นเมื่อนาทีสุดท้ายของการประลองใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
อาริเอส มูจับตาดูการต่อสู้อยู่บนที่นั่งอย่างสงบพร้อมด้วยความสงสัยเต็มหัวใจ กับท่าทีซึ่งปราศจากการโอนอ่อนผ่อนปรนให้แก่กันของทั้ง2ฝ่าย ในขณะที่ภาพเหตุการณ์การประคารมเมื่อวันก่อนระหว่างชายหนุ่มทั้ง2พลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง
.....หวังว่าสาเหตุที่ต่อสู้อย่างจริงจังถึงเพียงนี้คงจะไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นชนวนหรอกนะ.....
“หมดเวลา!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงขานหมดเวลาการประลองทหารยามที่ตั้งแถวรออยู่ก็เข้าทำการแยกคู่ประลองทั้ง2ออกจากกันในทันที พวกที่เข้ามาจากประตูตะวันออกพากันกรูเข้าจับยึดแขนเจมินี่ ซากะไว้แน่น ในขณะที่อีกพวกหนึ่งก็ทำหน้าที่แยกเวอร์โก ชากะออกไปในลักษณะเดียวกัน พร้อมๆกับที่ใบทวนสีเงินวาววับอีกนับสิบเล่มที่ถูกยื่นออกมาขวางกลางระหว่างโกลเซนต์หนุ่มทั้ง2คน เพื่อกันมิให้ทั้งคู่ถลาเข้าหากันอีก อันเป็นวิธีปฏิบัติอันปรกติธรรมดาซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งภายหลังการประลอง
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มทั้ง2จะได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างตามสมควรหากก็ไม่มีผู้ใดสนใจ ด้วยเป็นที่ตระหนักกันดีอยู่แล้วว่าในบรรดานักรบที่ขนานนามตนเองว่า “เซนต์แห่งอาเทน่า”นั้น ยังมี12คนที่มีความแข็งแกร่งในระดับสุดยอด ดังนั้น... บาดแผลเหล่านั้นจึงเป็นเพียงแค่รอยขีดข่วนสำหรับพวกเขาเท่านั้น....
“เสมอกัน!!!!”
นัยน์ตาสีฟ้าใสประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำอย่างไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ เมื่อสิ่งที่ปรารถนาจะทำก็ได้ทำอย่างเต็มความสามารถแล้ว ก่อนจะหมุนร่างเดินกลับออกไปคนละทิศพร้อมกับถอนหายใจยาว ด้วยถึงแม้จะมิอาจตัดสินกันได้อย่างเด็ดขาดทว่าพวกตนก็ไม่ค้างคาใจอีกแล้ว หากก็ยังคงหวังอยู่ลึกๆว่าคงจะมีโอกาสได้พบกันอีกในคราวหน้า...
..................................................
มูเดินกลับมายังวิหารของตนตามลำพัง.....
ร่างน้อยกำลังย่างเท้าไปตามระเบียงทางเดินภายในวิหารโดยมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักส่วนตัวพร้อมกับครุ่นคิดถึงการประลองเมื่อครู่ ใบหน้าหวานแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมโตสุกสว่างที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภามืดมิดก่อนจะถอนหายใจ
......คืนพระจันทร์เต็มดวงอีกแล้วหรือนี่....
...แล้วจะมีผู้ใด ที่กำลังทุกข์ทรมานจากชะตากรรมอันโหดร้ายในคืนที่มีอายุครบ17ปีเช่นเดียวกับที่ตนเคยประสบมาแล้วหรือเปล่า....
เรือนร่างเพรียวบางในชุดสีขาวนวลถึงกับสั่นสะท้านคราเมื่อนึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นที่หมู่บ้านเซเรนติ ..ว่าในเวลานี้จะมีผู้ใด... ที่ถูกส่งตัวลงไปอยู่ในคุกมืดอันแสนจะวังเวงและหนาวเย็นนั้นเพื่อที่จะรอดูว่าจะเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายรึไม่
....เพื่อที่จะรอรับการลงทัณฑ์ โดยการถูกปลิดชีพด้วยมือของคนอื่นๆหากว่าโชคไม่ดีพอ.....
ยิ่งคิดก็พาให้ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นพรึง ...แล้วในยามที่ตนเปลี่ยนเป็นอสูรกายล่ะ....
ถ้าหากว่าคืนนั้นโชคไม่เข้าข้าง และตนไม่มีโอกาสได้คืนร่างเป็นมนุษย์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น....
ท่านอาจารย์ก็คงไม่ลังเลที่จะสังหารตนทิ้งอย่างนั้นใช่หรือไม่.....
ท่ามกลางความหดหู่ที่ครอบงำจิตใจ ..โกลเซนต์อารีเอส มีอันต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อพบว่ามีร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน และท่ามกลางความมืดสลัวนั้นมูก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามิใช่ใครที่ไหน... เมื่อเจ้าของชายเสื้อคลุมตัวยาวสีเข้มที่โผล่พ้นเงามืดออกมาอาบแสงจันทร์นั้นจะเป็นใครไปได้ หากมิใช่ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณของตน
“เจ้าคิดว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่....
ดอกไม้ที่ผมนั่นมันอะไรกัน ..แล้วยังเครื่องประดับนั่นอีก”
ชิออนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาพร้อมกับก้าวออกมาจากเงามืด ส่งผลให้ร่างน้อยเพรียวบางในชุดยาวเเบบกรีกอันเเสนงดงามอดสะดุ้งมิได้.... ดวงหน้างามพลันซีดเผือดทันทีที่ได้เห็นเเววตาอันเเสนเข้มงวดของท่านอาจารย์ที่เปล่งประกายเรืองรองอย่างมิค่อยพอใจกับสภาพของตนมากนัก
อารีเอส มูค่อยๆดึงดอกไม้งามออกจากเรือนผมที่เกล้าอย่างหลวมๆของตนอย่างประหม่า ด้วยความรู้สึกผิดเสียจนมิกล้าสบตากับผู้เป็นอาจารย์ ร่างน้อยจึงได้แต่ก้มหน้านิ่งอย่างสำนึกตัวและหวาดหวั่น
“..มู.... มองตาข้า!!....”
จู่ๆน้ำเสียงที่เคยราบเรียบอยู่เป็นนิจพลันเปลี่ยนเป็นเสียงตะดอกขึ้นมาในบัดดล เมื่อชิออนรู้สึกเหลือทนกับท่าทีที่พยายามหลบเลี่ยงสายตาของศิษย์ตัวน้อย
“เจ้าเองก็รู้ซึ้งอยู่เเก่ใจว่าเราคือเซนต์ ถึงเเม้ว่าจะเป็นสตรีหากเเต่เจ้าก็คือขุนพลผู้พิทักษ์องค์เทวี
ดังนั้นเหมาะสมเเล้วหรือ ที่เจ้าจะรักสวยรักงามเเต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าเเพรพรรณราวกับสาวสรรค์กำนัลนางเช่นนี้”
ชิออนจบประโยคก่อนจะหันหลังให้กับศิษย์ของตนพร้อมด้วยหัวใจที่ปวดแปลบ...
มันมิใช่เรื่องแปลกอันใดที่เด็กสาวๆในวัยเช่นนี้จะรักสวยรักงามหากแต่เขาก็จำเป็นต้องพูด เมื่อตนตระหนักดีว่ามิอาจทนเห็นร่างน้อยตรงหน้าในสภาพอันยวนยั่วกิเลสเช่นนี้ได้ แม้ว่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคำพูดเมื่อครู่ ย่อมจะต้องสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับมูอย่างเเน่นอน....
ทว่า.... มูเอ๋ย
...หากว่าข้าจะสามารถปกป้องเจ้าได้ ก็ด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น....
เป็นวิธีเดียว... ที่จะทำให้ตัวเจ้าปลอดภัยและอยู่ห่างจากความปรารถนาของข้า
...ดังนั้น โปรดอภัยให้ข้าด้วย....
หากก่อนที่ชิออนจะทันได้เอ่ยอะไรอีกชายหนุ่มก็มีอันต้องลำคอตีบตัน เมื่อครั้นจะเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนทว่าศิษย์ตัวน้อยกลับวิ่งหนีหายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียง.... คราบน้ำตาซึ่งไหลรินจากดวงตาคู่งามที่เผยให้เห็นถึงความเจ็บปวดเสียใจเพียงเเวบเดียว ..กับกลิ่นหอมจางๆอันเเสนเศร้าจากเรือนร่างอันงดงามประหนึ่งภาพมายานั้น....
..ทว่า “ร้อยจันทร์พันราตรี” หรือจะมาสู้... กรุ่นกลิ่นหอมจากร่างสาวน้อยยามเมื่อได้แนบชิดกันภายใต้ความมืดสลัวในคุกแห่งนั้น....
...ยิ่งคิดคำนึงถึงก็รังแต่จะพาให้เพ้อคร่ำเพ้อครวญ
ยิ่งรำลึกถึงสัมผัสนวลเนียนจากผิวเนื้อเนียนนุ่มก็ยิ่งพาให้คลุ้มคลั่ง....
....เจ้าจะรู้บ้างรึไม่ ว่าเจ้าคือเเสงจันทรางามพิสุทธิ์ซึ่งสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ ทิ้งให้บุรุษต้องรวดร้าวถวิลหาเงาอันมิอาจเอื้อมถึง..
หาใช่เเสงไฟหลากสีราคาถูกในยามราตรีที่ต้องการการปรุงเเต่งด้วยเครื่องประดับหรืออุปกรณ์ใด.....
หากเเต่เจ้าคือลำเเสงสีเงินอันบริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งเป็นความงามอันเเท้จริง ...ความงามอันบริสุทธิ์ที่มิได้เกิดจากการเเต่งเเต้มสีสันใดๆ
ซึ่งยากนัก.. ที่จะหาสตรีนางใดมาเสมอเหมือน
เเละก็เป็นความงามที่ข้านึกอยากจะสาปเเช่งอยู่ทุกคืนวัน.... ด้วยมันคือเงาสะท้อนที่กระเพื่อมไหวอยู่บนผิวน้ำราวกับจะยั่วเย้าซึ่งข้ารู้ตัวดี ว่ามิอาจจะเเตะต้องได้....
.....หากเเต่ก็ปรารถนายิ่งนัก
ชิออนหลับตาลงช้าๆอย่างเจ็บปวดพร้อมกับพยายามระงับความต้องการที่จะติดตามศิษย์สาวตัวน้อยไปอย่างสุดหัวใจ ก่อนจะเเหงนหน้ามองขึ้นไปยังความมืดเบื้องบน ...ดวงตาสีอเมทิสคู่งามเพ่งมองดวงจันทร์สีเงินด้วยความรู้สึกทรมานใจอันยากที่จะบรรยาย
....หากว่าเจ้ามิใช่ศิษย์ของข้า หรือเเม้นว่าข้ามิใช่อาจารย์เจ้าเเล้วไซร้....
ต่อให้เจ้าร้อนราวกับเพลิงโลกันตร์ข้าก็จะยอมมอดไหม้เเตกสลาย ข้าจะมิคิดเสียดายเเม้นว่ามือทั้ง2ข้างนี้จะพุพองสักเพียงใด.... รึต่อให้เจ้าเผาไหม้ข้าไปถึงดวงวิญญาณก็ตาม
ข้า.... ก็จะขอโอบกอดเจ้าไว้ด้วยเเขนทั้งสองนี้ ด้วยหัวใจ ด้วยชีวิตเเละวิญญาณ.....
ช่างน่าขันนัก...
ที่ข้าอยู่มาจนแก่ปานนี้แล้วเพิ่งจะเกิดความรู้สึกราวกับเด็กหนุ่มๆขึ้นมา
ราวกับปรารถนาที่จะระบายความรู้สึกของตนให้ล่องลอยออกไปพร้อมกับสายลมยามดึก เมื่อชายหนุ่มกระซิบถ้อยคำต้องห้ามออกมา.... ถ้อยคำที่เเม้ถึงตายตนก็จะไม่มีวันเอ่ยออกมาให้มูได้ยินเป็นอันขาด...
“..มู... ข้ารักเจ้า...”
....แต่ข้าก็รู้ดีว่าความรักของข้านั้นจะเป็นอันตรายต่อเจ้าสักเพียงใด แต่ถึงกระนั้นข้าก็จะต้องปกป้องเจ้าให้รอดพ้นจากมันให้จงได้
...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะดูแลเจ้าอย่างดีที่สุด......
--------------------------------------------------
To Be Con...Chapter68^0^
ในตอนนี้เราคงเริ่มเห็นเเล้ว(รึเปล่า?) ว่าท่านชิของเราก็เป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่มีความรู้สึกรักใครสักคนได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ...เเม้ว่าจะเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ลึกสักเเค่ไหนเเต่ว่าความอดทนก็ย่อมมีจำกัด(เเละมีวันหมดอายุ-.-)
ในเวลานี้ถึงเเม้จะหลุดคำว่า "รัก" ออกมาเเล้ว ทว่าคนที่ควรจะได้ยินกลับไม่ได้อยู่ฟังเสียนี่....
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาเกิดความรู้สึกเช่นนี้....
เมื่อตลอด200กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดเลย ที่ชิออนนึกอยากจะระเบิดใครสักคนให้เป็นจุณมากเท่ากับวันนี้ ส่งผลให้ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติ ซึ่งเคยเรียบเฉยอย่างสงวนท่าทีเสมอมากลับบึ้งตึงพร้อมกับขบกรามแน่นจนนูนเป็นสันเห็นได้ชัด พร้อมด้วยนัยน์ตาสีม่วงเข้มเปล่งประกายแข็งกร้าวที่มองตรงไปเบื้องหน้า
กระนั้นบุรุษผู้เป็นประมุขแห่งเหล่าเซนต์ก็ยังพยายามจะสงบสติอารมณ์แล้วบังคับให้ตนเองจ้องมองภาพบาดใจของ2หนุ่มสาวที่โอบกอดกันอยู่ท่ามกลางความมืดนั้นด้วยความเฉยชา.... แม้จะตระหนักดีว่าภายในร่างของตนกำลังเดือดพล่านราวกับเพลิงกาฬที่ลวกร้อนเผาผลาญหัวใจให้มอดไหม้ทรมาน ..ทว่ามันก็มิใช่ความผิดของเด็ก2คนนั้น
...ก็แล้วจะโทษใครได้อีกเล่า ถ้ามิใช่เพราะตัวข้าเองที่ทำให้ผู้เป็นที่รักต้องเสียใจ......
Tags: fic, fiction, mu, saint seiya, shion6 Comments
ไม่เหมือนท่านชิออน อะไร อะไร ก็เก็กลูกเดียว หึงจะเป็นจะตายก็ยังเก็กอยู่ อ้อท่านชากะก็อีกคน รายนี้ก็ชักแปลกๆขึ้นทุกที หรือว่าหลงรักมูอีกคน ถ้าใช่นี้มีเฮเลยนะเนี่ย เพราะเป็นคนที่ดูแล้วน่าจะมีคุณสมบัติครบที่สุดเลยนี่น้า ถ้าเป็นท่านชากะนี่ ท่านชิออนจะมีเหตุผลอะไรมาว่าว่าไม่เหมาะสมกับท่านมูไหม๊น้า
โทษที ถึงเป็นแม่ยกแต่ก็หมั่นไส้ได้เหมือนกันนะท่านชิ อ๊ะๆ ไม่ได้ขู่นะบอกให้
ฮึ ปากก็บอกว่ายอมโดนเผา อย่างงั้นอย่างงี้ ทียอมตายล่ะยอมได้ กับข้ามเขตลูกศิษย์อาจารย์น่ะ ไม่ยอมข้าม เชอะๆ
ตอนที่เปรียบเทียบว่าเป็นเงาจันทร์ในน้ำนั่น สวยมากๆค่ะ เห็นภาพเลย แตะต้องไม่ได้จริงๆ
#1 By ffr -_- on 2008-04-22 17:38