Chapter73
posted on 11 May 2008 08:29 by moon-drop in Moonlight-Serenade
ดีค่า^ ^
ในตอนที่ผ่านมา ท่ามกลางความสับสนเเละเป็นกังวลของท่านมู ในที่สุดท่านอาจารย์ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า....
ต่างคนต่างก็ตกตะลึงที่ได้พบกันอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน เมื่อชิออนก็ไม่คิดว่ามูจะยังรอคอยตนอยู่ที่จามิล ในขณะที่น้องมูเองก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะกลับมาเมื่อไหร่ ดังนั้น... มูนดรอปคิดว่าเป็นนาทีที่น่าจับตามองค่ะ
ปล: เครดิตภาพงามๆจาก....
http://thorn.xii.jp/ellen/menu.html
-------------------------------------------------
Chapter73
“เพล้ง!!”
พริบตาที่หันมาสบตา... ชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่ถืออยู่ก็พลันหลุดร่วงไปจากมือโดยไม่ทันรู้ตัวก่อนจะหล่นลงพื้นแตกกระจาย หากเจ้าตัวกลับมิได้คิดสนใจใยดีจะเก็บกวาด เมื่อการได้พบหน้าผู้ที่เฝ้าห่วงหามาหลายวันส่งผลให้สมองมึนชาเสียจนมิอาจคิดอะไรออก มีเพียงใบหน้าอันแสนคิดถึงตรงหน้าเพียงเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของมูในเวลานี้ ...แต่กระนั้นศิษย์สาวตัวน้อยก็กลับตะลึงงันเสียจนทำอะไรไม่ถูก
....ท่านอาจารย์......
ริมฝีปากนุ่มขยับพูดหากแต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา มีเพียงน้ำตาหยดหนึ่งที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามที่แดงช้ำเพียงเท่านั้น ทว่าใบหน้าหวานซึ่งอิดโรยจากการอดหลับอดนอนมาหลายคืนกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆนานาปรากฏชัดอยู่บนสีหน้า..... อารีเอส มูได้แต่จ้องมองร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองชุดเดิมที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่ประตูบ้านอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“..! ...ท่าน!!...”
ชิออนถึงกับสำลักลมหายใจตนเอง.... ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าโดยแรงประหนึ่งเพิ่งจะได้รับอากาศหายใจ ในวินาทีที่ดึงร่างเล็กๆที่เฝ้าหลอกหลอนตนเสียจนแทบคลั่งทั้งในยามหลับและตื่นเข้ามากอดแนบแน่นโดยมิได้นำพากับเสียงร้องอุทานอย่างตกใจจากร่างงามในอ้อมแขน ชายหนุ่มซบใบหน้าเข้ากับศีรษะของมูแล้วซึมซับรสสัมผัสอันอ่อนหวานละมุนละไมกับกลิ่นกายอันหอมกรุ่นจากศิษย์ตัวน้อยอย่างสุดจะหักห้ามใจ
.....สำรับอาหารพวกนั้น.....
..มู ...หรือว่านี่เจ้า...
เฝ้าจัดเตรียมอาหารในส่วนของข้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องตลอด10วันที่ผ่านมางั้นหรือนี่
...ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าข้าจะกลับมาเมื่อไรเลยแท้ๆ
เจ้านี่มันช่าง....
“....ชู่ว์..... นิ่งซะ”
ชิออนโอบกอดร่างน้อยที่สะอึกสะอื้นอย่างหนักไว้แนบอกพลางลูบไล้เรือนผมนุ่มอย่างปลอบโยน พร้อมกับได้ตระหนักถึงความจริงว่า... ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสามารถมาแทนที่เด็กคนนี้ได้ และช่วงเวลาที่มีมูอยู่ในอ้อมแขนนี้มันก็ช่างมีค่ามากมายมหาศาลเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้น ..เขารัก... รักในทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นสาวน้อยคนนี้มากเพียงใด.....
วันนี้เองเพิ่งจะได้รู้ เพิ่งจะเข้าใจถ่องแท้ ...ว่าแท้จริงแล้วเขาถวิลหามูอย่างเจ็บปวดรวดร้าวมากมายสักเพียงไหน และการที่มิได้เห็นหน้า มิได้ฟังเสียงหวานๆถึง10วันก็ทำให้เขา....
“...มู.. ...ข้า..”
...ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว.......
ชายหนุ่มประคองดวงหน้าอันแสนคิดถึงให้เงยขึ้นก่อนจะประทับริมฝีปากเข้ากับกลีบปากนุ่มที่สั่นระริก พลางยอมจำนนสิ้นต่อความปรารถนาทั้งมวลที่เฝ้าเก็บซ่อนมาเป็นเวลานาน..... บัดนี้ไม่มีคำว่าอดทนอดกลั้นเหลืออยู่อีกต่อไป เมื่อสิ่งเหล่านั้นพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆไม่เหลือชิ้นดีตั้งวินาทีที่ได้เห็นดวงหน้างามนองน้ำตา
อ้อมแขนที่สั่นระริกโอบกระหวัดร่างน้อยไว้แนบชิดอย่างหวนแหนแล้วเฝ้าลิ้มชิมรสหวานจากริมฝีปากงามอย่างมิรู้เบื่อ ....และในยามนี้ใครก็ตามที่หมายปองของสูงค่านี้แล้วล่ะก็ คงจะมิอาจรอดพ้นจากเพลิงพิโรธของเขาเป็นแน่แท้ ในขณะที่เด็กสาวก็กลับมิได้ขัดขืนดังเช่นทุกครั้ง...
เป็นครั้งแรกในชีวิต ..ที่มูรู้สึกว่าการได้ซุกร่างอยู่กับแผ่นอกกว้างที่ตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออันงดงามสมบูรณ์แบบ และอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนี้เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรอย่างที่สุดแล้ว... สาวน้อยยอมเผยอริมฝีปากขึ้นในที่สุดแล้วปล่อยให้ชิออนกระทำตามใจปรารถนาในขณะที่เริ่มรู้สึกมึนเมาไปกับสัมผัสนั้นจนแทบจะทรงกายไว้ไม่อยู่ มือเล็กๆจึงยึดเกาะต้นแขนของท่านอาจารย์เอาไว้แน่นประหนึ่งดังที่พึ่งเมื่อแข้งขาดูเหมือนจะพาลหมดแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ
“เจ้าช่างหวานนัก....
นี่ข้าปล่อยเจ้าเอาไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”
น้ำเสียงแผ่วๆแสนนุ่มหูที่กระซิบผ่านลมหายใจอันถี่กระชั้นแนบชิดริมฝีปากงาม แทบจะส่งผลให้หัวใจที่เต้นเร็วแรงอยู่นั้นหลุดออกมานอกทรวงอกพร้อมด้วยร่างน้อยที่อ่อนเปลี้ยสิ้นเรี่ยวแรงด้วยความไม่ประสา ...และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าท่านอาจารย์จะแสดงท่าทีเช่นนี้กับตนได้ มูหลับตาลงช้าๆอย่างยอมจำนนหมดสิ้นหัวใจเมื่อชิออนก้มลงครอบครองริมฝีปากเนียนนุ่มอีกครั้งพลางแทรกปลายลิ้นลึกสู่ความหวานฉ่ำภายใน....
ราวกับนาฬิกาหยุดเดิน ....หรือมิเช่นนั้นก็กำลังหลงวนเวียนอยู่ในความฝันที่เหลือเชื่อที่สุด เมื่อร่างงามตกอยู่ในวงแขนของผู้ที่เฝ้าแอบหลงรักมานานแสนนาน.... แต่แล้วอารีเอส มูก็พลันสะดุ้งพร้อมด้วยเสียงร้องอุทานเมื่อจู่ๆชิออนก็รวบร่างตนลอยขึ้นจากพื้น แต่ครั้นจะเอ่ยปากถามสิ่งใดออกไปก็มีอันต้องใบหน้าแดงก่ำเมื่อสัมผัสได้ถึงประกายตาสีม่วงเข้มคู่นั้นที่โชนแสงแรงกล้าราวกับว่าท่านอาจารย์ได้กลายเป็นบุคคลอื่นที่ตนไม่เคยคุ้นมาก่อนเสียแล้ว
“ข้า.. ข้ายังไม่ได้เก็บสำรับเลย..”
ชายหนุ่มก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้นๆอย่างไม่สนใจจะฟังเสียงทัดทานพร้อมด้วยร่างงามที่โอบกระชับแน่นอยู่ในอ้อมแขน ชายหนุ่มอดขันไม่ได้ยามที่ได้เห็นดวงหน้าหวานแดงก่ำพร้อมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างลังเลใจระคนหวาดหวั่น ก่อนจะก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากนวลในขณะที่มูแทบอยากจะหนีไปให้พ้นๆเสียในอึดใจนั้น เมื่อรู้สึกว่าสายตาของท่านอาจารย์กำลังจะทำให้ตนหลอมละลายกลายเป็นน้ำ
....นี่ตัวข้าเป็นอะไรไป... ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอบอุ่นเพียงใดแต่ก็กลับหนาวยะเยือกด้วยในขณะเดียวกัน...
อยากจะหนีไปเหลือเกิน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่ว่า ....สายตาของท่านมันช่างทรมานข้านัก....
“ก็ช่างสำรับนั่นปะไร”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบาของชายหนุ่มส่งผลให้ดวงหน้างามยิ่งร้อนผ่าว หากก็ยังมิอาจเทียบได้กับชั่วขณะที่วงแขนแข็งแรงนั้นบรรจงวางร่างน้อยลงบนเตียงนอนของตนแล้วทาบทับตามลงไป และก่อนที่จะทันได้ทักท้วง ก่อนที่จะได้เอ่ยคำใด กลีบปากนุ่มที่กำลังเผยอน้อยๆอย่างตื่นตระหนกก็พลันถูกปิดสนิทเนิ่นนาน
“คิดถึงเจ้าเหลือเกิน...”
ชิออนกระซิบเสียงแผ่วชิดริมหูก่อนจะแนบริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนต้นคอขาวเนียน สาวน้อยพลันสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจเมื่อมือใหญ่แข็งแรงข้างหนึ่งลูบไล้แผ่วเบาอยู่ที่สีข้าง แล้วสอดมือเข้าสู่เบื้องหลังก่อนจะค่อยๆรูดซิปด้านหลังชุดที่ตนสวมอยู่ลงอย่างช้าๆ ในขณะที่อีกข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวเล็กทั้งคู่ไว้ด้วยกัน.... และทันทีที่ตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าของตนกำลังจะหลุดจากร่างมูก็เริ่มดิ้นรนอย่างจริงๆจังๆพร้อมด้วยความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ไม่นะ!! ....อย่า..”
ทว่าเสียงร้องของเด็กสาวกลับถูกดูดกลืนหายลงไปในลำคอของชิออน เมื่อชายหนุ่มประทับจุมพิตอันแสนอ่อนโยนเพื่อสะกัดกั้นเสียงร้องโวยวาย พลางตระกองกอดร่างน้อยที่พยายามดิ้นรนไว้ในวงแขนอย่างนุ่มนวลพร้อมกับลงมือสำรวจทุกตารางนิ้วบนร่างงาม ...และนั่นก็ทำให้มูยิ่งรู้สึกร้อนวูบวาบไปกับสัมผัสที่ทั้งเนิบนาบแผ่วเบาราวกับขนนก และลวกร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ทั้งเรียกร้องและอ้างสิทธิ์ในขณะเดียวกัน... ส่งผลให้เรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนขัดขืนหมดลงทุกทีๆ ในขณะที่หัวสมองก็ราวกับจะหมุนคว้างเสียจนคิดอะไรไม่ออก
“มู... ข้าตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันยอมยกเจ้าให้กับใครอีก
...เจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
......................................................
บรรยากาศอันสงบเงียบยามค่ำคืนของจามิล ที่มีแต่เพียงเสียงคำรามแผ่วๆจากท้องฟ้าเบื้องบนพร้อมด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงตะวันตกดิน เริ่มจะเย็นลงเรื่อยๆพร้อมด้วยความชุ่มฉ่ำที่โปรยปรายลงมาสู่ผืนดินแห้งแล้งเบื้องล่าง และดอกไม้น้อยๆก็เริ่มชูช่อแย้มกลีบบานเมื่อได้น้ำฝน
จากเพียงไม่กี่หยดที่ประพรมลงมาพอให้ชุ่มชื้นในทีแรกค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นทีละน้อยๆจนกระทั่ง.... แปรเปลี่ยนเป็นเสียงดังซ่านซ่ากระทบผืนดินและหลังคาดังก้อง พร้อมด้วยแสงแวบวาบแลเห็นเป็นเส้นขาวสว่างจ้าพุ่งดิ่งลงมาจากความมืดมิดเบื้องบนตามด้วยเสียคำรนคำรามที่ประหนึ่งอสูรกาย ....กลบเสียงหอบหายใจระรัวของคู่หนุ่มสาวที่กอดกระหวัดกันอยู่ท่ามกลางความมืด โดยมิได้สนใจแม้แต่จะจุดตะเกียงขึ้นหรือปิดหน้าต่างเมื่อยามสายฝนซัดสาดเข้ามา
เมื่อบัดนี้มีเพียงเสียงลมหายใจและไออุ่นจากร่างที่อิงแอบแนบชิดอยู่เท่านั้นที่มีค่าควรสนใจ... เมื่อภายใต้ฝ่ามือคือผิวกายเนียนละเอียดดุจผ้าไหมเนื้อดีกับรสชาติอันหวานล้ำเช่นนี้ ต่อให้ฟ้าดินถล่มทลายลงตรงหน้าก็ไม่คิดแยแส.....
“โอ๊ย!!....”
มูถึงกับสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อรู้สึกราวกับร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆพลางดิ้นรนหอบหายใจแรงอย่างตื่นตระหนก หากแต่บุรุษผู้เป็นที่รักกลับตรึงร่างงามไว้ภายใต้ร่างตนอย่างแน่นหนาแล้วประทับจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากพลางกระซิบปลอบโยน
“อย่าดิ้น.. อยู่นิ่งๆ ..มิฉะนั้นเจ้าจะยิ่งเจ็บมากกว่านี้
ปล่อยตัวตามสบายสิ.... ”
ถึงกระนั้นมูก็ยังคงพยายามสะบัดตัวหนีอย่างไม่ฟังเสียงใดๆทั้งสิ้น เพียงเพื่อจะได้พบว่ามันไม่เกิดผลอันใดเมื่อวงแขนอันแข็งแกร่งของชิออนยังคงกอดรัดตนไว้แน่นอย่างมิยอมผ่อนปรน ส่งผลให้ร่างนุ่มนิ่มที่สะอื้นอย่างเจ็บปวดต้องเบียดชิดแนบแผงอกกว้างที่ขยับเป็นลอนคลื่นงดงามตามจังหวะการหอบหายใจ.... ชายหนุ่มก้มลงจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากนุ่มแล้วไล้ต่ำลงมาตามแนวขากรรไกร
“ไม่ต้องกลัว ...มันไม่เป็นไรหรอก แล้วเจ้าจะรู้สึกดีขึ้นในที่สุด”
ทว่าคำปลอบโยนอันนุ่มนวลนั้นกลับถูกกลบสิ้นด้วยเสียงคำรามลั่นอย่างกราดเกรี้ยวจากเบื้องนอก พร้อมด้วยแสงสว่างวะวาบที่สาดเป็นลำเข้ามาทางหน้าต่างบานสูง ต้องกระทบร่างที่เคลื่อนไหวสอดประสานกันอย่างลงตัวราวกับกำลังเริงระบำอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ผุดผ่อง พร้อมด้วยท่วงทำนองแห่งบทเพลงรักอันหวานซึ้งตรึงร่างที่ทั้งคู่ร่วมกันขับขาน ดุจดังลำนำเสน่หาที่กลั่นออกมาจากภายใน...
ไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำใดๆออกจากปาก หากก็ทำให้มูได้ตระหนักซึ้งถึงความรู้สึกอันซ่อนเร้นที่พลันระเบิดพร่างพราวออกมาจากหัวใจของชิออน เมื่อประกายตาวาววับที่สบประสานกันและกันท่ามกลางความมืดนั้นได้บอกกล่าวความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว.... ร่างงามสะท้านเยือกไปกับความนัยที่ได้รับรู้พลางจิกปลายเล็บลงบนบ่ากว้างอย่างลืมตัว พร้อมกับซาบซึ้งใจไปกับความอิ่มเอิบที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อได้เข้าใจในที่สุดว่าแท้จริงแล้วท่านอาจารย์รู้สึกกับตนอย่างไร
ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความอัดอั้นตันใจที่ล่วงผ่าน... ที่ทั้งคู่ต่างก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะรัก ....ทว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไปหัวใจทั้งสองดวงจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว... ภายใต้ดวงจันทร์ที่หลบเร้นซ่อนแสงมิดชิดอยู่ในกลุ่มเมฆดำทะมึนและม่านน้ำฝน รอเวลาที่จะออกมาทอแสงนวลอีกครั้งเสมือนหนึ่งจะเป็นพยาน....
ว่าบัดนี้คำทำนายจากวิถีดวงดาว แห่งชนเผ่าที่ต้องคำสาปนั้นได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว...
----------------------------------------------
To Be Con...Chapter74^0^
อย่างที่เคยบอกไปเมื่อนานมาเเล้ว ว่ามูนดรอปไม่ได้ต้องการจะนำเสนอความหื่น เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการดำเนินเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อทั้งเหตุเเละผลนำพาทั้งคู่ให้มาพบกันในลักษณะเช่นนี้... เเละในตอนต่อๆไปสีสันของเรื่องเองก็จะได้เปลี่ยนแปลงไปในอีกรูปเเบบหนึ่ง
ในขณะที่ชื่อ"Moonlight Serenade" อันหมายถึง "บทเพลงในยามค่ำคืน" หรือNight Songนั้น ก็เพิ่งจะได้เผยThemeหลักออกมาในตอนนี้เองค่ะ
“..โกรธข้าหรือเปล่า...”
น้ำเสียงอันแผ่วเบาที่กระซิบถามขึ้นที่ริมหูส่งผลให้ร่างน้อยหันกลับมาสบตาในที่สุดก่อนจะต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง.. เมื่อมันคือครั้งแรกในชีวิตที่มูได้เห็นถึงความลังเลและหวาดวิตกปรากฏขึ้นในดวงตาสีม่วงอเมทิสของท่านอาจารย์ที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม ...ก็มักจะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและสุขุมลุ่มลึกเสมอมา หรือว่านี่คืออีกตัวตนหนึ่งที่ท่านไม่เคยแสดงออกให้ตนเห็นมาก่อนเลย....
“ท่าน.. หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าย่ำยีเจ้า... ทำให้เจ้าต้องมัวหมอง
ทั้งๆที่ก่อนนี้ข้าเคยผลักไสไล่ส่งเจ้าต่างๆนานา ก็เพราะหวังจะได้เห็นเจ้าเคียงคู่กับคนที่ดีและคู่ควรมากกว่าข้า ..แต่แล้วในที่สุดข้าก็ทำไม่ได้”
ล้อเล่น ทำงานเพลินจนถึงตีสองต่างหาก
ชอบจริงๆเลย นิยายที่เปรียบการหล่อหลอมคนสองคนกับพายุฟ้าคะนองที่กำลังคุ้มคลั่ง มันให้อารมณ์เหมือนอ่านวรรณกรรมโบราณ และถ้าคนเขียนไม่มีฝีมือจริง จะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างแนบเนียนแน่
ในที่สุดท่านชิออนก็หนีความปรารถนาอันแท้จริงของหัวใจตนไปไม่พ้น
แต่สิ่งที่เขาตัดสินใจกระทำลงไปคือจุดสิ้นสุดอย่างนั้นหรือ
ในความคิดของพี่
ปัญหาที่แท้จริงมันกำลังเริ่มต้นขึ้นต่างหาก
พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆแล้ว
....
....
....
....
ไปเก็บผ้าที่ซักไว้ก่อนนะ...........เดี๋ยวเปียกฝน
ป.ล.ตอนแรกคิดว่ามูนดรอปจะเขียนให้มูรู้สึก "เจ็บ" กับครั้งแรกนี่ยังไง ถึงจะดูลื่นไหลไม่น่าเกลียด
พอออกมาจริงๆ โอ้....ดีทีเดียว
ท่านชิออนนี่ถึงแก่แต่ท่าทางจะมีลีลาร้ายไม่เบา
#1 By moonyforever on 2008-05-11 09:19