Moonlight-Serenade

Atlantis

posted on 26 May 2007 22:16 by moon-drop  in Moonlight-Serenade
Moonlight Serenade




Atlantis




เรื่องเล่า ปริศนาแห่งตำนาน และเรื่องราวความลึกลับของอาถรรพ์อันเก่าแก่โบราณ เปล่งประกายเรืองรองดุจทองคำ ล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณี

กระทั่งภูตผีปีศาจ ความเร้นลับ หรือแม้กระทั่งอำนาจของเวทมนตร์คาถา ที่หลายต่อหลายคนไม่เคยล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของมัน



พวกเขาคิดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเพียงเรื่องหลอกเด็กเท่านั้น ในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันที่แสนสะดวกสบายและทันสมัยไปด้วยเทคโนโลยี ...ยึดติดอยู่กับความเจริญทางวัตถุอย่างหน้ามืดตามัวพร้อมกับคิดว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต


เฝ้าหลงวนเวียนอยู่ภายใต้แสงไฟหลากสี ที่แปรเปลี่ยนความมืดมิดในยามราตรีให้สว่างยิ่งกว่ากลางวันเสียจนลืมเลือนคุณค่าและความสำคัญของแสงจันทร์ ที่เคยส่องสว่างอยู่ ณ ท้องฟ้าเบื้องบนมานานแสนนานแล้ว...




ในตอนนี้จะมีสักกี่คนกัน.... ที่จะยังคงแหงนมองดวงจันทร์พร้อมกับครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องราวแต่หนหลัง......


หรือเป็นด้วยเหตุที่กาลเวลานับหมื่นๆปีที่ล่วงผ่านทำให้พวกเขาพากันลืมเลือนไปหมด.... ว่าครั้งหนึ่ง มนุษย์เคยดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทพธิดาแห่งแสงจันทร์ ผู้แปรเปลี่ยนความมืดมิดของยามราตรีที่ไม่มีแม้แต่แสงดาว ด้วยแสงนวลเย็นตาอันอบอุ่นอ่อนโยนสีเงินยวงของนาง...


ลืมเลือนหมดสิ้น... ถึงคำสาปอาถรรพ์โบราณและเรื่องราวอันน่าขนพองสยองเกล้าที่ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แสงจันทร์อันงดงามผุดผ่องดวงเดียวกันนั้น.......




แต่มาเถิด..... พวกท่านทั้งหลาย เหล่านักเดินทางสมัยใหม่ มาย้อนสู่ห้วงเวลาซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยปริศนาอันเร้นลับ

หวนกลับไปยังตำนานโบราณเรื่องหนึ่งซึ่งได้ถูกลืมเลือนไปจนหมดสิ้นแล้ว... จงมาฟังข้าเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนอันเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่ง....



ดินแดนอันเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์อันอุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของมนุษยชาติที่ชื่อว่า...



แอตแลนติส







เมื่อ355ปีก่อนคริสตกาล...


ปรัชญาเมธีผู้เรืองนามที่สุดแห่งยุคนามว่าเพลโต ได้เคยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปที่8 ของโลก ซึ่งล่มสลายไปนานแสนนานแล้ว ...ว่าทวีปที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนนั้นตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก เขาจึงเรียกทวีปนั้นว่าแอตแลนติส


ผืนแผ่นดินแห่งแอตแลนติสถือกำเนิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีใครทราบได้ รู้แต่เพียงว่าแอตแลนติสนั้นคือเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเมื่อราว9000กว่าปีล่วงมาแล้ว เกาะแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมเป็นอันมาก ขยายอาณาเขตครอบคลุมไปทั่วบริเวณทั้งหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ข้างเคียงและบางส่วนของทวีปที่อยู่เลยออกไปจนถึงจรดอียิปต์ เลยพ้นทะเลเอเจียน และยังยาวไกลไปจนถึงบางส่วนของทวีปยุโรปในปัจจุบัน....


เป็นดินแดนที่แสนสงบสุข ที่ซึ่งหล่อเลี้ยงชนชาติผู้เรืองอำนาจและมากด้วยสติปัญญายิ่งกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ทั้งก่อนหน้านั้น และนับจากนั้นเป็นต้นไป




ทว่า...ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนั้นก็ยังมีหลุมดำมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัวรอคอยอยู่เช่นกัน


มันคืออาถรรพ์อันเก่าแก่ซึ่งความเป็นมานั้นยังคงเป็นปริศนา ...ดูราวกับจะเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความวิบัติจากเงื้อมหัตถ์ของเทพเจ้าให้แก่ผืนแผ่นดินแอตแลนติสและผู้คนเหล่านั้น ที่ทำให้พวกเขาต้องรบราฆ่าฟันกันเอง




ในทุกๆ3ชั่วคนหรืออาจบ่อยกว่านั้น ที่สมาชิกของครอบครัวที่มีอายุครบ17ปีบริบูรณ์ภายใต้แสงจันทร์แห่งคืนพระจันทร์เต็มดวงจะต้องพบกับคำสาป


และเมื่อใดที่กฤติยามนตร์นั้นได้พลันบังเกิดผลขึ้น... ร่างกายของพวกเขาก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นอย่างเป็นการถาวร และหากว่าโชคไม่ดีพอ ก็อาจจะเปลี่ยนร่างจากมนุษย์... ไปสู่อสูรกายทั้งร่างกายและดวงวิญญาณ ให้มีรูปร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด อีกทั้งทรงพลังเกินกว่าจะคาดเดา พร้อมด้วยความกระหายเลือดที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เป็นชิ้นๆ ส่งผลให้บิดาจำต้องฆ่าบุตร พี่ฆ่าน้อง เกิดการนองเลือดขึ้นทุกหัวระแหง


บ่อยครั้งเหลือเกินที่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า เรามักจะได้ยินเสียงคำรามก้องของอสูรร้ายผู้น่าเวทนา ด้วยชะตาลิขิตให้เป็นเช่นนั้นแทนที่จะได้เปลี่ยนสภาพไปในทางที่ดียามเมื่อได้บรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่... ตามด้วยเสียงรบราฆ่าฟันกันเองของบุคคลให้ครอบครัวเดียวกัน และเสียงร่ำไห้อย่างแสนเจ็บปวดของสมาชิกที่ยังหลงเหลืออยู่...




เรื่องราวอันแสนเศร้าของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้นปีแล้วปีเล่า ศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า...

จวบจนกระทั่งวันแห่งความวิบัติที่แท้จริงได้มาถึง เมื่อทวีปอันเป็นมาตุภูมิที่รักยิ่งถึงกาลต้องจมลงสู่ห้วงมหาสมุทร

Chapter1

posted on 26 May 2007 22:24 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

 

 

Chapter1




...แซงทัวรี่...





1982ปีหลังคริสตกาล....




เสียงจากลานประลองดังแว่วมาตามสายลมอันร้อนระอุของเดือนมีนาคม ที่พัดพาเอากลิ่นอายของความแห้งแล้งเข้ามาสัมผัสกับเรือนร่างสูงเพรียวของเด็กหนุ่มในชุดโกลครอธอารีเอสที่กำลังนั่งเอกขเนกอยู่บนขั้นบันไดหน้าวิหารของตน


ดวงหน้าอันงดงามราวอิสตรีที่ล้อมกรอบไปด้วยเรือนผมยาวสีม่วงอ่อนที่ทิ้งตัวสวยปกคลุมแผ่นหลังนั้นพลันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล่มโปรดที่กำลังอ่านค้างอยู่ พร้อมด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก




.....เซนต์คนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกแล้วล่ะสินะ.....



เด็กหนุ่มอดนึกยินดีไปกับผู้กำชัยชนะในวันนี้มิได้



ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทว่าเขาก็เชื่อ.... ว่าคนๆนั้นจะต้องเป็นเซนต์ที่ดีได้อย่างแน่นอน เพราะผู้ที่จะถูกกำหนดให้เป็นเซนต์แห่งอาเทน่านั้น จะต้องผ่านการคัดเลือกจากบุคคลผู้หนึ่งผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอย่างยากที่จะมีผู้ใดเสมอเหมือน....


นั่นก็คือท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขา ผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตโกลเซนต์อารีเอสมาก่อน....ท่านอารีเอส ชิออน





เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีม่วงอ่อนหันกลับไปสนใจกับหนังสือในมือต่อ


เรื่องราวการผจญภัยของโรบินสัน ครูโซกำลังเข้มข้นขึ้นทุกทีๆ ดวงตาสีเขียวเข้มกวาดมองไล่ไปตามตัวอักษรอย่างว่องไว พร้อมทั้งปล่อยหัวใจที่เต้นเร็วแรงด้วยความลุ้นระทึกไปกับการผจญภัยสุดขอบฟ้าของตัวละครในนิทาน ในขณะเดียวกันก็ยังแอบคาดหวังไว้ลึกๆในหัวใจ ให้ตนเองได้มีโอกาสได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นเช่นนั้นบ้าง




.....จะเป็นอย่างไรนะ เมื่อได้ใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่ตนเองไม่คุ้นเคยมาก่อน....



มันคงจะทั้งตื่นเต้น ระทึกขวัญ มีอะไรแปลกๆใหม่ๆให้ค้นหาอีกมากมาย อีกทั้งมันคงจะน่าสนใจ และไม่น่าเบื่ออย่างการที่ต้องมาติดอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่งเช่นนี้ไปตลอดทั้งชีวิต....





ทว่า.....



เด็กหนุ่มหารู้ไม่ว่า... ชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตไว้แล้วของตนนั้น ก็มิได้น่าสนใจน้อยไปกว่าเรื่องราวอันแสนตื่นเต้นในหนังสือนิทานเล่มนั้นเลย





....มู..... เจ้าทำอะไรอยู่.....


กระแสจิตอันแสนคุ้นเคยของผู้เป็นอาจารย์ที่ส่งมาถึงผู้เป็นศิษย์ ส่งผลให้เด็กหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือทันที ก่อนจะส่งกระแสจิตตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว




ครับ...ท่านอาจารย์....




..มาหาข้าที่วิหารเคียวโกที ข้ามีเรื่องสำคัญจะต้องพูดกับเจ้า...


กระแสจิตอันบ่งบอกถึงความเข้มงวดที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดนั้นทั้งน่ายำเกรงและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน


ด้วยอารีเอส ชิออนผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของเหล่าเซนต์นั้น มีชีวิตที่แสนยืนยาวมาตั้งแต่ยุคสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งก่อนล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้กว่า200ปีแล้ว ด้วยรูปกายภายนอกที่ยังคงหนุ่มแน่น อีกทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ที่ไม่ว่าจะมองอย่างไร บุรุษผู้นี้ก็มิได้แก่เกินไปกว่าวัย20ปีเลย





............................................................



"ก๊อกๆ"







"เชิญ"



ไม่ถึงอึดใจ บานประตูไม้โอ้คสูง15ฟุตอันงดงามสมฐานะของท่านเคียวโกก็ค่อยๆแง้มออกจากกัน เผยให้เห็นเรือนร่างอันสูงเพรียวของอารีเอส มู ศิษย์เพียงคนเดียวของตน




"ข้ามาแล้วครับท่านอาจารย์"


มูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบห้าวแบบเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันจะได้เป็นหนุ่มเต็มตัว พร้อมกับคุกเข่าลงเบื้องหน้าของผู้มีพระคุณด้วยอาการอันสำรวม




"ลุกขึ้นเถอะ..."


น้ำเสียงอันติดจะเข้มงวดของท่านอาจารย์ดังกังวานขึ้นถัดมา พร้อมด้วยเรือนกายอันสูงใหญ่ภายใต้ชุดคลุมสีดำขลิบทองที่ค่อยๆยันกายขึ้นจากบัลลังก์ทอง ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ ท่านเคียวโกในยามนี้ปราศจากหน้ากากสีดำทะมึนซึ่งใช้ปิดบังอำพรางใบหน้าอันหล่อเหลาล้ำเลิศราวกับเทพบุตร กับประกายตาอันคมวาวสีม่วงอัลเมธิสคู่นั้น ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เห็น




"เข้ามาตรงนี้ซิ "



ชิออนเอื้อมมือไปผลักหน้าต่างบานหนึ่งให้เปิดออกกว้าง ทำให้แสงสว่างจ้าจากเบื้องนอกสาดแสงเข้ามาในห้อง พร้อมกับหันมากวักมือเรียกลูกศิษย์ให้เดินเข้าไปใกล้


ถึงแม้ว่ามูจะยังงุนงงอยู่บ้าง ทว่าเด็กหนุ่มก็เดินเข้าไปหาผู้เป็นอาจารย์แต่โดยดี จนกระทั่งก้าวเข้าไปจนแทบจะประชิดตัวกับท่าน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองผู้มีพระคุณด้วยสีหน้าและแววตาอันเต็มไปด้วยความสงสัย



ปลายนิ้วเรียวยาว ทว่าแข็งแกร่งของชิออนพลันยกขึ้นแตะโครงหน้าที่เพิ่งขึ้นไรเขียวของหนุ่มน้อย ด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึมและเป็นงานเป็นการ พร้อมทั้งจับพลิกไปมาส่องกับแสงแดดยามบ่าย ราวกับว่าต้องการจะให้เห็นชัดๆกระนั้น




"ใกล้จะถึงวันเกิดของเจ้าอีกแล้วสินะมู และถ้าข้าจำไม่ผิดปีนี้เจ้า..."


"ครบ17ปีครับ"



น้ำเสียงอันแหบห้าวของผู้เป็นศิษย์ต่อท้ายประโยคให้ในที่สุด ก่อนจะต้องเบิกตาโตอย่างแปลกใจเมื่อท่านอาจารย์พลันถอนหายใจยาวอย่างหนักหน่วง ก่อนจะปล่อยมือแล้วพลิกร่างเดินห่างออกมา


ทว่า....สิ่งที่ทำให้มูยิ่งกว่าแปลกใจก็คือ สีหน้าอันเคร่งเครียดอย่างหนักของชิออน ที่ตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนเติบใหญ่ถึงทุกวันนี้ เขาไม่เคยเห็นอาจารย์ต้องเป็นกังวลถึงเพียงนี้มาก่อนเลย...



เรือนร่างสูงเพรียวในชุดโกลครอธก้าวออกไปเบื้องหน้า พร้อมกับขยับริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยถาม

ทว่าผู้เป็นอาจารย์กลับชิงออกคำสั่งอันยิ่งกว่าแปลกประหลาดนั้นออกมาเสียก่อน





"เตรียมตัวเก็บข้าวของที่จำเป็นแล้วกลับจามิลกับข้าเดี๋ยวนี้"



น้ำเสียงอันทุ้มลึกที่ราวกับประกาศิตนั้น ส่งผลให้โกลเซนต์หนุ่มน้อยต้องถึงกับตกตะลึง
เรือนร่างอันสูงเพรียวนั้นยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะรีบคุกเข่าพร้อมกับก้มศีรษะลง



"แต่ว่า...อารีเอส มูผู้นี้มีหน้าที่ดูแลวิหาร.. "


"เรื่องนั้นช่างมันก่อน เจ้าจงทำตามที่ข้าสั่งก็พอ"

 

 

 



 

Chapter2

posted on 26 May 2007 22:28 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

 


Chapter2


ดวงตาสีเขียวเข้มของหนุ่มน้อย ได้แต่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่อย่างไร้จุดหมาย ด้วยความรู้สึกต่างๆนาๆที่อัดเเน่นอยู่ในหัวใจ ทั้งเจ็บปวด สับสนและไม่เข้าใจ.....


ตลอด2-3วันมานี้ เขาได้แต่ตั้งคำถามกับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเหตุใด.... ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณจึงได้ทำกับเขาเช่นนี้.....




ถึงแม้ว่าตลอดมา ท่านจะอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้ด้วยความเข้มงวดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หากทว่าเขารู้ดีกว่านั้น


ว่าภายใต้อุปนิสัยที่เข้มงวดและเฉียบขาดนั้น ยังคงซุกซ่อนไว้ด้วยความเมตตาปราณียิ่งนัก.....



หลายครั้งเหลือเกิน ที่ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงจนเกินจะทานทนนั้น พลันมลายหายไปในพริบตา เพียงแค่ได้รับคำชมและรอยยิ้มจากท่าน....

หลายคราเต็มที... ที่มือใหญ่อันอบอุ่นข้างนั้นได้เคยลูบศีรษะอย่างปลอบโยนยามเมื่อเป็นทุกข์
และยามเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มือข้างนั้นอีกเช่นกัน ที่คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ



แต่แล้วเพราะเหตุใด....... ท่านอาจารย์ผู้นั้นจึงได้กลับขังตนไว้ที่นี่ ทั้งๆที่ไม่มีความผิด.....





เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว พร้อมกับขยับข้อมือทั้งคู่อย่างแผ่วเบา ด้วยไม่ต้องการที่จะสร้างความเจ็บปวดให้กับตนเองมากไปกว่านี้ เมื่อห่วงล็อคข้อมือเหล็กที่ทั้งหนาและหนักซึ่งล่ามติดอยู่กับข้อมือทั้ง2ข้างของตนนั้น ได้บาดผิวเนื้อบริเวณข้อมือเสียจนเป็นแผลเหวอะ


เสียงโซ่เหล็กเส้นโตที่ทั้งเก่าคร่ำคร่าและเต็มไปด้วยสนิมครูดไปกับกำแพงหินเบื้องหลังดังครืด เมื่อเขาขยับตัว




มูหวนคิดถึงเย็นวันนั้น ที่ทั้งตนและผู้เป็นอาจารย์กลับมายังจามิลด้วยความรีบร้อนอย่างผิดวิสัยจากที่เคยเป็นมา


เขายังจำได้ดีถึงสีหน้าอันเต็มไปด้วยความลำบากใจของท่านอาจารย์ยามที่แหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ดวงตาสีม่วงของท่านจับจ้องมองตรงไปยังทิศตะวันตกนิ่งด้วยแววตาครุ่นคิด พร้อมด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียดจนน่าแปลกใจ


และทันทีที่ตะวันตกดิน ท่านก็หันกลับมามอง






"มู.... ไปที่หอคอยกัน "


จู่ๆท่านอาจารย์ก็เอ่ยปากชวนเขาไปในสถานที่ๆแต่ไหนแต่ไรมาเคยห้ามปรามอยู่ตลอดว่าไม่ให้ไป
ดวงตาสีเขียวเข้มของเด็กหนุ่มจึงเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ ด้วยรู้ซึ้งดีอยู่แก่ใจ....

ว่าหอคอยด้านทิศตะวันตกนั้นเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับตน ซึ่งถ้าหากแม้เพียงแค่เฉียดกรายเข้าไปใกล้ก็จะต้องถูกลงโทษ และก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนไรแล้ว




"คะ...ครับ"


ทว่าเด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม ด้วยรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมากมายจนผิดปรกติจากร่างอันสูงใหญ่ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ผู้เป็นศิษย์จึงได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบๆ พลางก็ครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรไปตลอดทาง



"เดินไวๆ.. อย่ามัวโอ้เอ้"


 น้ำเสียงอันทุ้มลึกที่เตือนขึ้น ทำให้หนุ่มน้อยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ พร้อมกับรีบวิ่งตามผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งขณะนี้ได้เดินไปจนเกือบจะถึงทางเข้าหอคอยแล้ว





คบเพลิงทั้ง2ดวงถูกจุดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน.....



ภายในหอคอย ทั้งมืดสนิทและเย็นยะเยือก อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอับด้วยเหตุที่ปิดตายมานาน


สองศิษย์อาจารย์ต้องคอยก้มศีรษะหลบใยแมงมุมที่ชักใยเอาไว้เต็มไปหมดในขณะที่ก้าวขึ้นบันใดวนอันสูงชัน หรือแม้กระทั่งต้องเอามือขยุ้มทิ้งไปเสียบ้าง เมื่อใยแมงมุมเหล่านั้นขวางกั้นทางอยู่จนไม่อาจจะไปต่อได้

คบเพลิงในมือของทั้ง2คน ส่องแสงวูบวาบสะท้อนผนังหินที่เก่าจนสีซีดตลอดจนขั้นบันใดหินที่สกปรกมอมแมมและเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและใบไม้แห้งเห็นเป็นเงาดำๆกองอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายอันแปลกประหลาด ที่ในเวลานั้นมูแน่ใจว่าคล้ายกับกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งปะปนอยู่ในบรรยากาศ ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไร กลิ่นนั้นก็ดูจะยิ่งรุนแรงและชวนให้คลื่นเหียนมากขึ้นเท่านั้น


และ ณ จุดสูงสุดของหอคอย ดวงตาสีเขียวเข้มของโกลเซนต์หนุ่มน้อยก็ต้องพลันเบิกกว้างอีกครา เมื่อได้พบว่าตนและผู้เป็นอาจารย์กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าประตูเหล็กสูงใหญ่บานหนึ่ง ที่ดูเก่าแก่โบราณยิ่งนัก ทว่ามันก็ยังคงแข็งแรงทนทานถึงขนาดที่เขาเองแน่ใจว่าด้วยพลังของเซนต์สักคนหนึ่งก็ยังมิใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะทำลายประตูบานนี้ลงได้


ทว่า... ก่อนที่มูจะมีเวลาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปไกลกว่านั้น ชิออนก็เอื้อมมือปลดสลักประตูออก ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปอย่างช้าๆ






"แอ๊ดดดดดดดดดดดดด"




เสียงบานพับที่ถูกสนิมกิน ซึ่งห่างเหินการใช้งานมานานปีส่งเสียงครางดังลั่นขึ้นท่ามกลางความมืดวังเวงและเย็นยะเยือกของสถานที่นั้น




เข้ามาสิชิออนผู้ซึ่งเดินนำเข้าไปก่อนแล้ว หันมาเร่งลูกศิษย์ให้ก้าวตามเข้ามา


มูเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย และก็ยังมิได้คิดเฉลียวใจแม้แต่น้อย แม้ในยามที่ท่านอาจารย์ปิดประตูตามหลัง

เมื่อท่อนแข็งที่เพิ่งเริ่มจะมีมัดกล้ามอย่างชายชาตรีของหนุ่มน้อยกำลังชูคบเพลิงขึ้นสูงเหนือศีรษะ ในขณะที่ดวงตาสีเขียวเข้มที่เบิกกว้างกวาดตามองไปทั่วห้องอย่างตื่นๆ


และถึงแม้จะมีความกล้าหาญมากเพียงใดก็ตาม ทว่า..มูก็ยังอดรู้สึกเสียวสันหลังไปกับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของห้องนี้ไม่ได้ ด้วยมันเป็นห้องทรงกลมที่ไม่กว้างมากนัก เพราะอยู่ในจุดบนสุดของหอคอย มีหน้าต่างบานใหญ่ถึง4บานอยู่รอบด้าน และ..... สิ่งที่สะดุดตาเขามากที่สุดก็คือ...


...โซ่ตรวนขนาดใหญ่เส้นหนึ่งพร้อมด้วยห่วงล็อคข้อมืออีก2อัน.. ที่ห้อยอยู่ที่กำแพง





"ขอโทษด้วยนะมู... ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจจะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังได้เลย แต่ว่า...ตั้งแต่นี้ไป จนกว่าเรื่องทุกอย่างมันจะผ่านพ้นไปเจ้าคงจะต้องอยู่ที่นี่แหละ"


น้ำเสียงอันเยือกเย็นของผู้เป็นอาจารย์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากเบื้องหลัง





"แต่ว่า.."


"ไม่มีแต่...มู ...หรือว่าบัดนี้เจ้าไม่เชื่อฟังคำของข้าเสียแล้วหรือ "



ดวงตาสีม่วงอันวาววับที่สะท้อนแสงไฟนั้นทั้งเด็ดขาดและดุดันยิ่งนัก  และผู้เป็นศิษย์ก็รู้ดีเกินกว่าที่จะกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง หรือแม้แต่จะเอ่ยปากถาม......




อารีเอสหนุ่มน้อยจึงได้ยืมซึม ปล่อยให้ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณพันธนาการตนทั้งมือและเท้าอย่างแน่นหนาด้วยตรวนและห่วงล็อคข้อมือเหล็ก ในขณะที่หัวใจกำลัง ร้องโวยวายอย่างขัดเคือง ทว่าก็มิอาจทำอะไรได้เลย........

 

 


edit @ 2007/05/26 22:41:25
edit @ 2007/05/26 22:50:35
edit @ 2007/05/26 22:52:57
edit @ 2007/05/26 22:54:41
edit @ 2007/05/29 00:26:25
edit @ 2007/09/15 20:13:27

edit @ 10 Oct 2007 21:58:43 by ~Moondrop~

edit @ 14 Oct 2007 17:57:48 by ~Moondrop~

Chapter3

posted on 27 May 2007 16:41 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

Chapter3


ตะวันตกดินเป็นครั้งที่3แล้ว.. นับตั้งแต่วันที่โกลเซนต์หนุ่มน้อยได้ถูกจองจำไว้ที่นี่ ใบหน้าอันเหม่อลอยและดวงตาสีเขียวเข้มที่ดูอ่อนล้าได้แต่เฝ้าแต่เหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่างพลางครุ่นคิดถึงเรื่องเดิมๆ ที่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเสียที....



หลังจากวันนั้น.... ท่านอาจารย์ชิออนก็ยังคงแวะเวียนมาหาวันละ2-3ครั้งเพื่อนำอาหารและน้ำ ตลอดจนเสื้อผ้ามาให้ผลัดเปลี่ยน ทว่า..


ท่านก็ยังมิได้บอกถึงเหตุผลที่ทำให้ผู้เป็นศิษย์ต้องถูกตีตรวนอย่างแน่นหนา ด้วยการล่ามทั้งมือและเท้าติดอยู่กับกำแพงหินเช่นนี้ มีเพียงสีหน้าอันเคร่งเครียดตลอดจนแววตาสีม่วงอันเมธิสอันส่อแววลำบากใจอย่างแสนสาหัสเท่านั้นที่ท่านอาจารย์ได้แสดงออกมาให้เห็น



.......ขอโทษด้วยนะมู... ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจจะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังได้เลย......




คำพูดประโยคนั้นของท่านที่ได้บอกกล่าวกับตนในคืนแรกแห่งการถูกจองจำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า

เด็กหนุ่มอยากจะคิดว่าท่านอาจารย์คงจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ทว่า... เขาไม่มีสิทธิ์ที่ควรจะได้รับรู้แม้แต่น้อยเลยอย่างนั้นหรือ...






..............................................


ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ค่อยๆเปิดแง้มออกช้าๆ ดึงความสนใจของมูกลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้าทันที

และดวงตาสีเขียวเข้มของหนุ่มน้อยก็พลันมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที ด้วยหวังอยู่ลึกๆว่าบางทีการลงทัณฑ์ครั้งนี้อาจจะสิ้นสุดลงเสียที....




"ข้าเอาอาหารและเสื้อผ้ามาให้เจ้าแล้ว"


น้ำเสียงอันทุ้มลึกของชิออนเอ่ยต่อลูกศิษย์อย่างแผ่วเบา ในขณะเดียวกับที่ดวงตาสีม่วงอันคมคริบคู่นั้นมองกราดไปทั่วร่างของศิษย์รักอย่างรู้สึกผิด




......หรือว่าการที่เขาตัดสินใจทำเช่นนี้มันยังเร็วเกินไป.....


ในเมื่อคืนนี้ต่างหาก คือคืนที่มูจะมีอายุครบ17ปี.... ถึงแม้ว่าพระจันทร์จะเต็มดวงไปตั้งแต่เมื่อ2คืนที่แล้วก็ตาม.....





ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์แล้ว ก็ย่อมต้องรักและหวังดีกับศิษย์ของตัวเป็นธรรมดา และชิออนเองก็มิได้รับการยกเว้นในข้อนี้...



ถึงแม้ว่าภายนอก เขาจะวางตัวเข้มงวดเฉียบขาดเพียงไร ทว่าชายหนุ่มก็ยังมิเคยลืมความรู้สึกของวินาทีแรกที่ร่างเล็กๆที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ในผ้าอ้อมถูกส่งเข้ามาสู่อ้อมแขนของตน


เจ้าหนูน้อยคนนั้น... ทำให้ชีวิตอันเคยสงบเงียบของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเสียงหัวเราะ ความขี้อ้อนและความดื้อดึงที่แม้แต่เขาเองก็ยังต้องปวดหัวทุกครั้งที่เจ้าตัวเล็กนั่นออกฤทธิ์



ตลอดระยะเวลาปีแล้วปีเล่าแห่งการเฝ้าดูการเจริญเติบโต และทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจถ่ายทอดวิชาความรู้ตลอดจนฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเพื่อให้ศิษย์เป็นโกลเซนต์นั้น... มูทำให้เขารู้สึกสุขใจและภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเก็บซ่อนความขมขื่นเอาไว้ลึกๆ ด้วยเขารู้ดีว่าอาจจะต้องมีสักวัน ที่เขาและศิษย์อันเป็นที่รัก จะต้องเผชิญหน้ากันในลักษณะนี้


แต่ถึงกระนั้นตลอด16ปีที่ผ่านมานี้ เขาก็ยังคงสวดภาวนาอยู่เสมอๆ ว่าขออย่าให้ มัน ต้องเกิดขึ้นอีกเลย.....


....ด้วยมือข้างนี้ ไม่ต้องการที่จะปลิดชีพผู้เป็นที่รักอีกแล้ว.....





ชิออนกวาดสายตามองข้อมือที่เป็นแผลเหวอะทั้ง2ข้างของเด็กหนุ่ม ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าสกปรกมอมแมมนั้นด้วยดวงตาสีม่วงที่ยังคงเข้มงวดไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถึงกระนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังแฝงไว้ด้วยความเมตตายิ่งนัก



"ทำอะไรโง่ๆ"


ผู้เป็นอาจารย์ดุศิษย์ของตนพร้อมกับวางถาดไม้ในมือลงกับพื้น ก่อนจะหันไปปลดล็อคห่วงเหล็กที่ล่ามติดอยู่ข้อมือของหนุ่มน้อยให้หลุดออกจากกันเป็นการชั่วคราว แล้วหันไปหยิบน้ำยาล้างแผลและก้อนสำลีขึ้นมาจากถาด


ทันทีที่ข้อมือเป็นอิสระ มูก็ถึงกับถอนหายใจโล่งอกขึ้นมาทันที ก่อนจะต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อผู้เป็นอาจารย์กดสำลีที่ชุ่มไปด้วยน้ำยาลงบนบาดแผลรอบข้อมือ

ดวงตาสีเขียวเข้มลอบสังเกตท่าทีของอาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างเงียบๆ พลางคาดหวังว่าจะได้รับการบอกเล่าถึงเหตุผลทั้งหมด ทว่า....


ท่านก็ยังคงนิ่งเงียบ และก็ไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปากบอกอะไรเลย จนในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ได้.....




"ท่านอาจารย์ครับ.. ไม่ทราบว่าข้าทำอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือครับ"


ชิออนถึงกับชะงักงันทันทีที่ได้ฟัง ก่อนที่ดวงตาสีม่วงที่หรุบต่ำจะพลันเงยขึ้นประสานเข้ากับสายตาของผู้เป็นศิษย์



"อย่าเข้าใจผิด... ข้ามิได้กำลังลงโทษเจ้าอยู่หรอกนะมู

และเจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย แต่ถ้าหากจะผิด..... ก็คงจะต้องโทษชะตากรรมของเจ้า..


..ชะตากรรมของพวกเรานั่นล่ะ"



น้ำเสียงแผ่วเบาอันติดจะสั่นสะท้านดังออกมาจากปากของท่านอาจารย์ และมันยิ่งทำให้มูเป็นกังวลหนักขึ้น





"ข้าไม่เข้าใจเลย..."


เด็กหนุ่มเปรย พร้อมกับยื่นท่อนแขนแข็งแกร่งให้ท่านอาจารย์สวมห่วงเหล็กอีกครั้งหนึ่งแต่โดยดี



"มู... แท้ที่จริงแล้ว พวกเรามิได้สืบเชื้อสายของชาวทิเบตหรอกนะ... ทั้งเจ้าและข้า"ในที่สุด ชิออนก็ยอมเปิดปากบอกถึงเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด



"ต้นกำเนิดที่แท้จริงของพวกเรานั้น มันเก่าแก่กว่านั้นมากนัก เจ้าเคยได้ยินเรื่องของทวีปที่สูญหายไปหรือเปล่าล่ะ"




เด็กหนุ่มหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า


"ทวีปแอตแลนติส ที่ในหนังสือบอกไว้ว่า.... "



"ใช่แล้ว...

แต่ว่าข้อมูลจากบางแหล่งก็อ้างว่าเป็นทวีปมู.....ทว่าก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรอกนะ
ว่าชื่อทั้ง2นั้นเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันหรือเปล่า"ชิออนอธิบาย


"พวกเราสืบเชื้อสายมาจากที่นั่น ถึงแม้ว่าทวีปนั้นจะล่มสลายมานับหมื่นปีแล้ว แต่ว่าก็ยังมีผู้คนบางส่วน ที่ยังหลบหนีออกมาได้ทัน ก่อนที่เกาะทั้งเกาะจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร"




"ถ้าเช่นนั้น...พลังจิตในการเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆที่พวกเรามีก็.. เป็นความสามารถที่ได้รับสืบทอดมาจากคนเหล่านั้นด้วยเหรอครับ"


ชิออนพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจยาว



"ใช่แล้ว... ผู้คนเหล่านั้นมีความสามารถที่ยากจะมีใครมาเสมอเหมือน อีกทั้งยังเป็นชนชาติที่เรืองอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทว่า...

ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องคำสาปด้วย...


กล่าวคือ พวกเรา... จะบรรลุเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ17ปี และในทุกชั่วระยะเวลาประมาณร้อยปี หรือประมาณทุก3ชั่วรุ่น ก็จะมีอาถรรพ์โบราณเกิดขึ้นกับพวกเรา..."



ถึงตอนนี้น้ำเสียงที่ดังกังวานอยู่ก็พลันแผ่วเบาลง... ทว่ากลับจะทวีความเยือกเย็นยิ่งขึ้น




"ร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันจะเป็นจุดชี้ชะตาชีวิตของเรา...

หากว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทางที่ดีก็แล้วไป แต่ถ้าหากว่าโชคไม่ดีล่ะก็..

เจ้าอาจจะมิได้มีรูปกายเป็นมนุษย์อีกเลย... หากแต่จะกลายเป็นอสูรกายจากขุมนรกที่สูญเสียดวงวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล..... และเมื่อถึงเวลานั้น....."




ดวงตาสีม่วงของชิออนพลันทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง

ทันทีที่รับรู้ได้ว่าแสงสว่างแห่งวันได้พลันเลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว ก่อนจะต้องเบิกตากว้างอย่างตระหนก เมื่อตระหนักได้ว่า.....

ณ บัดนี้ ดวงจันทร์กลมโตสีเงินได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเสียแล้ว



แสงจันทร์สีเงินยวงอันสุกสว่างสาดแสงอันเย็นตาเข้ามาภายในหอคอย อาบไล้ไปทั่วร่างทั้ง2 พร้อมด้วยหัวใจที่เต้นเร็วแรงของผู้เป็นอาจารย์.....

-------------------------------------------------
To Be Con...Chapter4 *0*


ทั้งตอนนี้เเละตอนหน้าเป็นตอนที่เราชอบมากๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าเขียนสนุกเเล้วก็ไม่น่าเบื่อเลย(รึเปล่า!?)


อ่านเเล้วเป็นยังไงบ้าง ของความคิดเห็นเช่นเคยค่า^0^



เเละมูนดรอปยังมีตัวอย่างจากตอนหน้ามาให้อ่านเล่นอีกเช่นเลย.....






โอ๊ย!!


วินาทีนั้นเอง มัน ก็เกิดขึ้น......



อย่ายอมแพ้!!....


น้ำเสียงอันร้อนรนของผู้เป็นอาจารย์ยังคงแว่วเข้ามาในหูในขณะที่ตนเองกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สายโซ่เส้นโตถูกดึงกระชากสุดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ร่างกายกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง


นึกถึง16ปีที่ผ่านมาของเจ้าสิ! อย่ายอมแพ้ต่อมัน จำเอาไว้.. ว่าเจ้าคือมนุษย์!!

สู้กับมันสิมู... เพราะหากเจ้าทำไม่ได้...


สุดท้ายข้าก็คงจะต้องสังหารเจ้าทิ้ง..... ถึงตอนนี้ น้ำเสียงอันดุดันก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลด


edit @ 2007/09/15 20:14:16

edit @ 10 Oct 2007 22:02:51 by ~Moondrop~

edit @ 14 Oct 2007 18:03:13 by ~Moondrop~

Chapter4

posted on 28 May 2007 00:15 by moon-drop  in Moonlight-Serenade

Chapter4


"แล้วยังไงต่อหรือครับ"


น้ำเสียงอันแหบห้าวของหนุ่มน้อยที่ยังคงกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องต่อดังกังวานขึ้นอีก ในขณะที่ผู้เป็นอาจารย์ได้แต่นั่งตัวแข็งค้างอยู่เช่นนั้น ด้วยตระหนักถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจนี้




....หวังว่ามูคงจะมิใช่คนที่บังเอิญจะต้องพบเจอกับอาถรรพ์นั้นหรอกนะ...

ศิษย์รักของเขา คงจะไม่ต้องโชคร้ายถึงเพียงนั้นใช่หรือไม่....



นั่นเป็นอีกครั้งที่ชิออนเฝ้าภาวนาให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น เขาเองก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้เลยแม้แต่น้อย




ดวงตาสีม่วงอันเต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วงโดยมิได้ปิดบังอำพรางพลันตวัดกลับมายังร่างของศิษย์รักที่กำลังทำหน้างุนงงพร้อมกับเกาศีรษะแกรกๆ ส่งผลให้สายโซ่เส้นโตครูดกับผนังหินดังครืด



"มูเอ๋ย.... จงฟังคำข้าไว้ให้ดี

ไม่ว่าต่อแต่นี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ก็ขอให้เจ้าจงเข้มแข็ง อดทนและจงอย่ายอมแพ้มัน
ในท้ายที่สุดแล้ว... ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงข้าก็ยังคง.."





"โอ๊ย!!"


วินาทีนั้นเอง มัน ก็เกิดขึ้น......



มูถึงกับตัวงอ เมื่อความเจ็บปวดอันไร้สาเหตุที่ไม่เคยคุ้นมาก่อนพลันระเบิดขึ้นทั่วร่าง ราวกับว่ากระดูกและกล้ามเนื้อทั่วเรือนกายของตนกำลังยืดหดและขยายตัวพร้อมๆกันอย่างนั้นแหละ


ความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้าไปถึงสมองทำให้เขาถึงกับต้องแผดร้องออกมาสุดเสียง





"อย่ายอมแพ้!!...."


น้ำเสียงอันร้อนรนของผู้เป็นอาจารย์ยังคงแว่วเข้ามาในหูในขณะที่ตนเองกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สายโซ่เส้นโตถูกดึงกระชากอย่างสุดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ร่างกายกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง



"นึกถึง16ปีที่ผ่านมาของเจ้าสิ! อย่ายอมแพ้ต่อมัน จำเอาไว้.. ว่าเจ้าคือมนุษย์!!

สู้กับมันสิมู... เพราะหากเจ้าทำไม่ได้...


สุดท้ายข้าก็คงจะต้องสังหารเจ้าทิ้ง....." ถึงตอนนี้ น้ำเสียงอันดุดันก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลด



ทว่า.... อารีเอส มูกลับตอบรับคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ด้วยเสียงคำรามที่น่าขนลุก ดวงตาแดงก่ำอันสว่างจ้าคู่นั้นเบิกโพลง ในขณะที่กระดูกทั่วทั้งร่างกำลังปรับโครงสร้างใหม่ พร้อมกับปีกสีเทาดำอันน่าเกลียดน่ากลัวที่กำลังงอกออกมาอย่างช้าๆจากกลางหลัง ในขณะที่ผิวกายสีฟ้าอมเทานั้นกำลังมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว





"มู!!!"





......นี่ข้าจะต้องสังหารศิษย์ของตัวเองเป็นครั้งที่2จริงๆหรือนี่......


ชิออนคิดอย่างหดหู่พร้อมด้วยดวงตาอันร้อนผ่าวที่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะไหลรินอย่างช้าๆลงสู่เรียวแก้ม ในขณะที่ยังคงจับจ้องร่างที่ เคย เป็นศิษย์รักของตนนิ่งงัน พร้อมกับเร่งพลังคอสโมขึ้น




เจ้าอสูรกายจากขุมนรกที่ยังมิทันจะได้สิ้นสุดกระบวนการเปลี่ยนแปลงหันมาขู่คำรามทันทีพร้อมทั้งกางปีกออกอย่างต้องการข่มขวัญคู่ต่อสู้ คมเขี้ยวขาววาววับอันนับไม่ถ้วนในปากที่กำลังแสยะกว้างราวกับจะตรงเข้ามาขย้ำนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก


บัดนี้ห่วงเหล็กที่ล่ามติดขาหน้าและขาหลังของมันกลับดูเล็กไปถนัดใจเมื่อเทียบกับร่างกายที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น...

จนกระทั่ง.. ในที่สุดมันก็ได้กระชากสายโซ่และห่วงเหล็กจนขาดสะบั้นออกจากกัน






"ศิษย์ข้า..... จงวางใจเถิด ข้าจะมิให้เจ้าต้องเจ็บปวดทรมานเลยแม้แต่น้อย"


น้ำเสียงทุ่มลึกอันสั่นสะท้านของผู้เป็นอาจารย์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเงื้อมือขึ้น....





แต่ทันใดนั้นเอง.....



....ปาฎิหาริย์ก็พลันบังเกิด....




เมื่อร่างของอสูรร้ายสีเทาเหลือบดำที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆกลับมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง


เมื่อร่างอันใหญ่โตมโหฬารของมันพลันลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยเกล็ดแข็งๆที่ค่อยๆอ่อนตัวลงอีกทั้งยังเลือนหายไปเวลาไล่เลี่ยกัน




ชิออนได้แต่เบิกตาค้างพลางจ้องมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างแทบไม่เชื่อสายตา ในขณะที่ใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายที่ปรากฏคราบน้ำตานั้นกลับมีสีเลือดมากขึ้น ด้วยตระหนักได้ว่า...


บัดนี้มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแล้ว เมื่อร่างตรงหน้ากำลังดูเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกทีๆ...





ผิวสีเทาเข้มกำลังกลายเป็นสีขาวอมชมพูอย่างที่มนุษย์ควรจะมี ในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นๆก็เริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่ง.....



ในที่สุดเขาก็ถึงกับพบว่ามีมนุษย์คนหนึ่งนอนกองอยู่เบื้องหน้า....

และอย่างไม่รอช้า ชิออนรีบผวาเข้าไปประคองลูกศิษย์ของตนขึ้นมาทันที





"มู!!"



โกลเซนต์อารีเอส มูเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆเมื่อได้ยินเสียงเรียก




"ท่านอาจารย์.. ข้า... เป็นมนุษย์ครับ อย่างที่ท่านได้กรุณาสอนสั่ง"


เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ก่อนจะสิ้นสติลงในอ้อมแขนของชิออน ท่ามกลางสีหน้าอันตกตะลึงพรึงเพริดของผู้เป็นอาจารย์



เมื่อสุ้มเสียงที่เปล่งออกมานั้นมิได้แหบห้าวอย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป...




 

....หากแต่มันกลับกลายเป็นเสียงของสตรีเพศ!!...


----------------------------------------------------------

To Be Con.... Chapter5*0*




 

ในที่สุดThemeหลักของเรื่องก็ปรากฏขึ้นเเล้วล่ะค่ะนั่นก็คือคู่พระ-นาง ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์เเบบ ตั้งเเต่นี้เป็นต้นไป

ซึ่งส่วนหนึ่งเราคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจดี ในเรื่องของการปรับตัวเข้าหากันระหว่างทั้งคู่ เเล้วก็การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของมูด้วย




 

เเละตัวอย่างจากตอนที่5ค่ะ^ 0^

 



....มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน........



มูก้มลงมองร่างกายของตนเองด้วยใบหน้าแดงก่ำ พร้อมด้วยดวงตาสีเขียวเข้มที่เบิกค้างอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะรีบกระโจนเข้าไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ชิดมุมหนึ่งของห้อง

และทันทีที่ได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของตนเองอย่างเต็มตาเขาก็แทบจะล้มทั้งยืน


....ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้....... เขาคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ...

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------

 



edit @ 2007/05/29 00:09:08
edit @ 2007/05/29 00:11:31


edit @ 2007/05/29 10:07:39
edit @ 2007/09/15 20:14:45

edit @ 10 Oct 2007 22:06:40 by ~Moondrop~

edit @ 14 Oct 2007 17:59:10 by ~Moondrop~

edit @ 14 Oct 2007 18:04:06 by ~Moondrop~