Moonlight Serenade
Atlantis
เรื่องเล่า ปริศนาแห่งตำนาน และเรื่องราวความลึกลับของอาถรรพ์อันเก่าแก่โบราณ เปล่งประกายเรืองรองดุจทองคำ ล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณี
กระทั่งภูตผีปีศาจ ความเร้นลับ หรือแม้กระทั่งอำนาจของเวทมนตร์คาถา ที่หลายต่อหลายคนไม่เคยล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของมัน
พวกเขาคิดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเพียงเรื่องหลอกเด็กเท่านั้น ในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันที่แสนสะดวกสบายและทันสมัยไปด้วยเทคโนโลยี ...ยึดติดอยู่กับความเจริญทางวัตถุอย่างหน้ามืดตามัวพร้อมกับคิดว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
เฝ้าหลงวนเวียนอยู่ภายใต้แสงไฟหลากสี ที่แปรเปลี่ยนความมืดมิดในยามราตรีให้สว่างยิ่งกว่ากลางวันเสียจนลืมเลือนคุณค่าและความสำคัญของแสงจันทร์ ที่เคยส่องสว่างอยู่ ณ ท้องฟ้าเบื้องบนมานานแสนนานแล้ว...
ในตอนนี้จะมีสักกี่คนกัน.... ที่จะยังคงแหงนมองดวงจันทร์พร้อมกับครุ่นคิดคำนึงถึงเรื่องราวแต่หนหลัง......
หรือเป็นด้วยเหตุที่กาลเวลานับหมื่นๆปีที่ล่วงผ่านทำให้พวกเขาพากันลืมเลือนไปหมด.... ว่าครั้งหนึ่ง มนุษย์เคยดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทพธิดาแห่งแสงจันทร์ ผู้แปรเปลี่ยนความมืดมิดของยามราตรีที่ไม่มีแม้แต่แสงดาว ด้วยแสงนวลเย็นตาอันอบอุ่นอ่อนโยนสีเงินยวงของนาง...
ลืมเลือนหมดสิ้น... ถึงคำสาปอาถรรพ์โบราณและเรื่องราวอันน่าขนพองสยองเกล้าที่ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แสงจันทร์อันงดงามผุดผ่องดวงเดียวกันนั้น.......
แต่มาเถิด..... พวกท่านทั้งหลาย เหล่านักเดินทางสมัยใหม่ มาย้อนสู่ห้วงเวลาซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยปริศนาอันเร้นลับ
หวนกลับไปยังตำนานโบราณเรื่องหนึ่งซึ่งได้ถูกลืมเลือนไปจนหมดสิ้นแล้ว... จงมาฟังข้าเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนอันเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่ง....
ดินแดนอันเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์อันอุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของมนุษยชาติที่ชื่อว่า...
แอตแลนติส
เมื่อ355ปีก่อนคริสตกาล...
ปรัชญาเมธีผู้เรืองนามที่สุดแห่งยุคนามว่าเพลโต ได้เคยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปที่8 ของโลก ซึ่งล่มสลายไปนานแสนนานแล้ว ...ว่าทวีปที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนนั้นตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก เขาจึงเรียกทวีปนั้นว่าแอตแลนติส
ผืนแผ่นดินแห่งแอตแลนติสถือกำเนิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีใครทราบได้ รู้แต่เพียงว่าแอตแลนติสนั้นคือเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเมื่อราว9000กว่าปีล่วงมาแล้ว เกาะแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมเป็นอันมาก ขยายอาณาเขตครอบคลุมไปทั่วบริเวณทั้งหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ข้างเคียงและบางส่วนของทวีปที่อยู่เลยออกไปจนถึงจรดอียิปต์ เลยพ้นทะเลเอเจียน และยังยาวไกลไปจนถึงบางส่วนของทวีปยุโรปในปัจจุบัน....
เป็นดินแดนที่แสนสงบสุข ที่ซึ่งหล่อเลี้ยงชนชาติผู้เรืองอำนาจและมากด้วยสติปัญญายิ่งกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ทั้งก่อนหน้านั้น และนับจากนั้นเป็นต้นไป
ทว่า...ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนั้นก็ยังมีหลุมดำมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัวรอคอยอยู่เช่นกัน
มันคืออาถรรพ์อันเก่าแก่ซึ่งความเป็นมานั้นยังคงเป็นปริศนา ...ดูราวกับจะเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความวิบัติจากเงื้อมหัตถ์ของเทพเจ้าให้แก่ผืนแผ่นดินแอตแลนติสและผู้คนเหล่านั้น ที่ทำให้พวกเขาต้องรบราฆ่าฟันกันเอง
ในทุกๆ3ชั่วคนหรืออาจบ่อยกว่านั้น ที่สมาชิกของครอบครัวที่มีอายุครบ17ปีบริบูรณ์ภายใต้แสงจันทร์แห่งคืนพระจันทร์เต็มดวงจะต้องพบกับคำสาป
และเมื่อใดที่กฤติยามนตร์นั้นได้พลันบังเกิดผลขึ้น... ร่างกายของพวกเขาก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นอย่างเป็นการถาวร และหากว่าโชคไม่ดีพอ ก็อาจจะเปลี่ยนร่างจากมนุษย์... ไปสู่อสูรกายทั้งร่างกายและดวงวิญญาณ ให้มีรูปร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด อีกทั้งทรงพลังเกินกว่าจะคาดเดา พร้อมด้วยความกระหายเลือดที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เป็นชิ้นๆ ส่งผลให้บิดาจำต้องฆ่าบุตร พี่ฆ่าน้อง เกิดการนองเลือดขึ้นทุกหัวระแหง
บ่อยครั้งเหลือเกินที่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า เรามักจะได้ยินเสียงคำรามก้องของอสูรร้ายผู้น่าเวทนา ด้วยชะตาลิขิตให้เป็นเช่นนั้นแทนที่จะได้เปลี่ยนสภาพไปในทางที่ดียามเมื่อได้บรรลุสู่ความเป็นผู้ใหญ่... ตามด้วยเสียงรบราฆ่าฟันกันเองของบุคคลให้ครอบครัวเดียวกัน และเสียงร่ำไห้อย่างแสนเจ็บปวดของสมาชิกที่ยังหลงเหลืออยู่...
เรื่องราวอันแสนเศร้าของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้นปีแล้วปีเล่า ศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า...
จวบจนกระทั่งวันแห่งความวิบัติที่แท้จริงได้มาถึง เมื่อทวีปอันเป็นมาตุภูมิที่รักยิ่งถึงกาลต้องจมลงสู่ห้วงมหาสมุทร
Chapter2
ดวงตาสีเขียวเข้มของหนุ่มน้อย ได้แต่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่อย่างไร้จุดหมาย ด้วยความรู้สึกต่างๆนาๆที่อัดเเน่นอยู่ในหัวใจ ทั้งเจ็บปวด สับสนและไม่เข้าใจ.....
ตลอด2-3วันมานี้ เขาได้แต่ตั้งคำถามกับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเหตุใด.... ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณจึงได้ทำกับเขาเช่นนี้.....
ถึงแม้ว่าตลอดมา ท่านจะอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ต่างๆให้ด้วยความเข้มงวดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย หากทว่าเขารู้ดีกว่านั้น
ว่าภายใต้อุปนิสัยที่เข้มงวดและเฉียบขาดนั้น ยังคงซุกซ่อนไว้ด้วยความเมตตาปราณียิ่งนัก.....
หลายครั้งเหลือเกิน ที่ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงจนเกินจะทานทนนั้น พลันมลายหายไปในพริบตา เพียงแค่ได้รับคำชมและรอยยิ้มจากท่าน....
หลายคราเต็มที... ที่มือใหญ่อันอบอุ่นข้างนั้นได้เคยลูบศีรษะอย่างปลอบโยนยามเมื่อเป็นทุกข์
และยามเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มือข้างนั้นอีกเช่นกัน ที่คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ
แต่แล้วเพราะเหตุใด....... ท่านอาจารย์ผู้นั้นจึงได้กลับขังตนไว้ที่นี่ ทั้งๆที่ไม่มีความผิด.....
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว พร้อมกับขยับข้อมือทั้งคู่อย่างแผ่วเบา ด้วยไม่ต้องการที่จะสร้างความเจ็บปวดให้กับตนเองมากไปกว่านี้ เมื่อห่วงล็อคข้อมือเหล็กที่ทั้งหนาและหนักซึ่งล่ามติดอยู่กับข้อมือทั้ง2ข้างของตนนั้น ได้บาดผิวเนื้อบริเวณข้อมือเสียจนเป็นแผลเหวอะ
เสียงโซ่เหล็กเส้นโตที่ทั้งเก่าคร่ำคร่าและเต็มไปด้วยสนิมครูดไปกับกำแพงหินเบื้องหลังดังครืด เมื่อเขาขยับตัว
มูหวนคิดถึงเย็นวันนั้น ที่ทั้งตนและผู้เป็นอาจารย์กลับมายังจามิลด้วยความรีบร้อนอย่างผิดวิสัยจากที่เคยเป็นมา
เขายังจำได้ดีถึงสีหน้าอันเต็มไปด้วยความลำบากใจของท่านอาจารย์ยามที่แหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ดวงตาสีม่วงของท่านจับจ้องมองตรงไปยังทิศตะวันตกนิ่งด้วยแววตาครุ่นคิด พร้อมด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียดจนน่าแปลกใจ
และทันทีที่ตะวันตกดิน ท่านก็หันกลับมามอง
"มู.... ไปที่หอคอยกัน "
จู่ๆท่านอาจารย์ก็เอ่ยปากชวนเขาไปในสถานที่ๆแต่ไหนแต่ไรมาเคยห้ามปรามอยู่ตลอดว่าไม่ให้ไป
ดวงตาสีเขียวเข้มของเด็กหนุ่มจึงเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ ด้วยรู้ซึ้งดีอยู่แก่ใจ....
ว่าหอคอยด้านทิศตะวันตกนั้นเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับตน ซึ่งถ้าหากแม้เพียงแค่เฉียดกรายเข้าไปใกล้ก็จะต้องถูกลงโทษ และก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนไรแล้ว
"คะ...ครับ"
ทว่าเด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม ด้วยรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมากมายจนผิดปรกติจากร่างอันสูงใหญ่ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ผู้เป็นศิษย์จึงได้แต่เดินตามไปอย่างเงียบๆ พลางก็ครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรไปตลอดทาง
"เดินไวๆ.. อย่ามัวโอ้เอ้"
น้ำเสียงอันทุ้มลึกที่เตือนขึ้น ทำให้หนุ่มน้อยสะดุ้งตื่นจากภวังค์ พร้อมกับรีบวิ่งตามผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งขณะนี้ได้เดินไปจนเกือบจะถึงทางเข้าหอคอยแล้ว
คบเพลิงทั้ง2ดวงถูกจุดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน.....
ภายในหอคอย ทั้งมืดสนิทและเย็นยะเยือก อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอับด้วยเหตุที่ปิดตายมานาน
สองศิษย์อาจารย์ต้องคอยก้มศีรษะหลบใยแมงมุมที่ชักใยเอาไว้เต็มไปหมดในขณะที่ก้าวขึ้นบันใดวนอันสูงชัน หรือแม้กระทั่งต้องเอามือขยุ้มทิ้งไปเสียบ้าง เมื่อใยแมงมุมเหล่านั้นขวางกั้นทางอยู่จนไม่อาจจะไปต่อได้
คบเพลิงในมือของทั้ง2คน ส่องแสงวูบวาบสะท้อนผนังหินที่เก่าจนสีซีดตลอดจนขั้นบันใดหินที่สกปรกมอมแมมและเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและใบไม้แห้งเห็นเป็นเงาดำๆกองอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายอันแปลกประหลาด ที่ในเวลานั้นมูแน่ใจว่าคล้ายกับกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งปะปนอยู่ในบรรยากาศ ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไร กลิ่นนั้นก็ดูจะยิ่งรุนแรงและชวนให้คลื่นเหียนมากขึ้นเท่านั้น
และ ณ จุดสูงสุดของหอคอย ดวงตาสีเขียวเข้มของโกลเซนต์หนุ่มน้อยก็ต้องพลันเบิกกว้างอีกครา เมื่อได้พบว่าตนและผู้เป็นอาจารย์กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าประตูเหล็กสูงใหญ่บานหนึ่ง ที่ดูเก่าแก่โบราณยิ่งนัก ทว่ามันก็ยังคงแข็งแรงทนทานถึงขนาดที่เขาเองแน่ใจว่าด้วยพลังของเซนต์สักคนหนึ่งก็ยังมิใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะทำลายประตูบานนี้ลงได้
ทว่า... ก่อนที่มูจะมีเวลาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปไกลกว่านั้น ชิออนก็เอื้อมมือปลดสลักประตูออก ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปอย่างช้าๆ
"แอ๊ดดดดดดดดดดดดด"
เสียงบานพับที่ถูกสนิมกิน ซึ่งห่างเหินการใช้งานมานานปีส่งเสียงครางดังลั่นขึ้นท่ามกลางความมืดวังเวงและเย็นยะเยือกของสถานที่นั้น
เข้ามาสิชิออนผู้ซึ่งเดินนำเข้าไปก่อนแล้ว หันมาเร่งลูกศิษย์ให้ก้าวตามเข้ามา
มูเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย และก็ยังมิได้คิดเฉลียวใจแม้แต่น้อย แม้ในยามที่ท่านอาจารย์ปิดประตูตามหลัง
เมื่อท่อนแข็งที่เพิ่งเริ่มจะมีมัดกล้ามอย่างชายชาตรีของหนุ่มน้อยกำลังชูคบเพลิงขึ้นสูงเหนือศีรษะ ในขณะที่ดวงตาสีเขียวเข้มที่เบิกกว้างกวาดตามองไปทั่วห้องอย่างตื่นๆ
และถึงแม้จะมีความกล้าหาญมากเพียงใดก็ตาม ทว่า..มูก็ยังอดรู้สึกเสียวสันหลังไปกับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของห้องนี้ไม่ได้ ด้วยมันเป็นห้องทรงกลมที่ไม่กว้างมากนัก เพราะอยู่ในจุดบนสุดของหอคอย มีหน้าต่างบานใหญ่ถึง4บานอยู่รอบด้าน และ..... สิ่งที่สะดุดตาเขามากที่สุดก็คือ...
...โซ่ตรวนขนาดใหญ่เส้นหนึ่งพร้อมด้วยห่วงล็อคข้อมืออีก2อัน.. ที่ห้อยอยู่ที่กำแพง
"ขอโทษด้วยนะมู... ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจจะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังได้เลย แต่ว่า...ตั้งแต่นี้ไป จนกว่าเรื่องทุกอย่างมันจะผ่านพ้นไปเจ้าคงจะต้องอยู่ที่นี่แหละ"
น้ำเสียงอันเยือกเย็นของผู้เป็นอาจารย์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากเบื้องหลัง
"แต่ว่า.."
"ไม่มีแต่...มู ...หรือว่าบัดนี้เจ้าไม่เชื่อฟังคำของข้าเสียแล้วหรือ "
ดวงตาสีม่วงอันวาววับที่สะท้อนแสงไฟนั้นทั้งเด็ดขาดและดุดันยิ่งนัก และผู้เป็นศิษย์ก็รู้ดีเกินกว่าที่จะกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง หรือแม้แต่จะเอ่ยปากถาม......
อารีเอสหนุ่มน้อยจึงได้ยืมซึม ปล่อยให้ท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณพันธนาการตนทั้งมือและเท้าอย่างแน่นหนาด้วยตรวนและห่วงล็อคข้อมือเหล็ก ในขณะที่หัวใจกำลัง ร้องโวยวายอย่างขัดเคือง ทว่าก็มิอาจทำอะไรได้เลย........
edit @ 2007/05/26 22:41:25
edit @ 2007/05/26 22:50:35
edit @ 2007/05/26 22:52:57
edit @ 2007/05/26 22:54:41
edit @ 2007/05/29 00:26:25
edit @ 2007/09/15 20:13:27
edit @ 10 Oct 2007 21:58:43 by ~Moondrop~
edit @ 14 Oct 2007 17:57:48 by ~Moondrop~
Chapter3
ตะวันตกดินเป็นครั้งที่3แล้ว.. นับตั้งแต่วันที่โกลเซนต์หนุ่มน้อยได้ถูกจองจำไว้ที่นี่ ใบหน้าอันเหม่อลอยและดวงตาสีเขียวเข้มที่ดูอ่อนล้าได้แต่เฝ้าแต่เหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่างพลางครุ่นคิดถึงเรื่องเดิมๆ ที่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเสียที....
หลังจากวันนั้น.... ท่านอาจารย์ชิออนก็ยังคงแวะเวียนมาหาวันละ2-3ครั้งเพื่อนำอาหารและน้ำ ตลอดจนเสื้อผ้ามาให้ผลัดเปลี่ยน ทว่า..
ท่านก็ยังมิได้บอกถึงเหตุผลที่ทำให้ผู้เป็นศิษย์ต้องถูกตีตรวนอย่างแน่นหนา ด้วยการล่ามทั้งมือและเท้าติดอยู่กับกำแพงหินเช่นนี้ มีเพียงสีหน้าอันเคร่งเครียดตลอดจนแววตาสีม่วงอันเมธิสอันส่อแววลำบากใจอย่างแสนสาหัสเท่านั้นที่ท่านอาจารย์ได้แสดงออกมาให้เห็น
.......ขอโทษด้วยนะมู... ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจจะอธิบายอะไรให้เจ้าฟังได้เลย......
คำพูดประโยคนั้นของท่านที่ได้บอกกล่าวกับตนในคืนแรกแห่งการถูกจองจำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กหนุ่มอยากจะคิดว่าท่านอาจารย์คงจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ทว่า... เขาไม่มีสิทธิ์ที่ควรจะได้รับรู้แม้แต่น้อยเลยอย่างนั้นหรือ...
..............................................
ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ค่อยๆเปิดแง้มออกช้าๆ ดึงความสนใจของมูกลับมาสู่สถานการณ์ตรงหน้าทันที
และดวงตาสีเขียวเข้มของหนุ่มน้อยก็พลันมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที ด้วยหวังอยู่ลึกๆว่าบางทีการลงทัณฑ์ครั้งนี้อาจจะสิ้นสุดลงเสียที....
"ข้าเอาอาหารและเสื้อผ้ามาให้เจ้าแล้ว"
น้ำเสียงอันทุ้มลึกของชิออนเอ่ยต่อลูกศิษย์อย่างแผ่วเบา ในขณะเดียวกับที่ดวงตาสีม่วงอันคมคริบคู่นั้นมองกราดไปทั่วร่างของศิษย์รักอย่างรู้สึกผิด
......หรือว่าการที่เขาตัดสินใจทำเช่นนี้มันยังเร็วเกินไป.....
ในเมื่อคืนนี้ต่างหาก คือคืนที่มูจะมีอายุครบ17ปี.... ถึงแม้ว่าพระจันทร์จะเต็มดวงไปตั้งแต่เมื่อ2คืนที่แล้วก็ตาม.....
ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์แล้ว ก็ย่อมต้องรักและหวังดีกับศิษย์ของตัวเป็นธรรมดา และชิออนเองก็มิได้รับการยกเว้นในข้อนี้...
ถึงแม้ว่าภายนอก เขาจะวางตัวเข้มงวดเฉียบขาดเพียงไร ทว่าชายหนุ่มก็ยังมิเคยลืมความรู้สึกของวินาทีแรกที่ร่างเล็กๆที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ในผ้าอ้อมถูกส่งเข้ามาสู่อ้อมแขนของตน
เจ้าหนูน้อยคนนั้น... ทำให้ชีวิตอันเคยสงบเงียบของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเสียงหัวเราะ ความขี้อ้อนและความดื้อดึงที่แม้แต่เขาเองก็ยังต้องปวดหัวทุกครั้งที่เจ้าตัวเล็กนั่นออกฤทธิ์
ตลอดระยะเวลาปีแล้วปีเล่าแห่งการเฝ้าดูการเจริญเติบโต และทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจถ่ายทอดวิชาความรู้ตลอดจนฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเพื่อให้ศิษย์เป็นโกลเซนต์นั้น... มูทำให้เขารู้สึกสุขใจและภาคภูมิใจเป็นยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเก็บซ่อนความขมขื่นเอาไว้ลึกๆ ด้วยเขารู้ดีว่าอาจจะต้องมีสักวัน ที่เขาและศิษย์อันเป็นที่รัก จะต้องเผชิญหน้ากันในลักษณะนี้
แต่ถึงกระนั้นตลอด16ปีที่ผ่านมานี้ เขาก็ยังคงสวดภาวนาอยู่เสมอๆ ว่าขออย่าให้ มัน ต้องเกิดขึ้นอีกเลย.....
....ด้วยมือข้างนี้ ไม่ต้องการที่จะปลิดชีพผู้เป็นที่รักอีกแล้ว.....
ชิออนกวาดสายตามองข้อมือที่เป็นแผลเหวอะทั้ง2ข้างของเด็กหนุ่ม ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าสกปรกมอมแมมนั้นด้วยดวงตาสีม่วงที่ยังคงเข้มงวดไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถึงกระนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังแฝงไว้ด้วยความเมตตายิ่งนัก
"ทำอะไรโง่ๆ"
ผู้เป็นอาจารย์ดุศิษย์ของตนพร้อมกับวางถาดไม้ในมือลงกับพื้น ก่อนจะหันไปปลดล็อคห่วงเหล็กที่ล่ามติดอยู่ข้อมือของหนุ่มน้อยให้หลุดออกจากกันเป็นการชั่วคราว แล้วหันไปหยิบน้ำยาล้างแผลและก้อนสำลีขึ้นมาจากถาด
ทันทีที่ข้อมือเป็นอิสระ มูก็ถึงกับถอนหายใจโล่งอกขึ้นมาทันที ก่อนจะต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อผู้เป็นอาจารย์กดสำลีที่ชุ่มไปด้วยน้ำยาลงบนบาดแผลรอบข้อมือ
ดวงตาสีเขียวเข้มลอบสังเกตท่าทีของอาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างเงียบๆ พลางคาดหวังว่าจะได้รับการบอกเล่าถึงเหตุผลทั้งหมด ทว่า....
ท่านก็ยังคงนิ่งเงียบ และก็ไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปากบอกอะไรเลย จนในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ได้.....
"ท่านอาจารย์ครับ.. ไม่ทราบว่าข้าทำอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือครับ"
ชิออนถึงกับชะงักงันทันทีที่ได้ฟัง ก่อนที่ดวงตาสีม่วงที่หรุบต่ำจะพลันเงยขึ้นประสานเข้ากับสายตาของผู้เป็นศิษย์
"อย่าเข้าใจผิด... ข้ามิได้กำลังลงโทษเจ้าอยู่หรอกนะมู
และเจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย แต่ถ้าหากจะผิด..... ก็คงจะต้องโทษชะตากรรมของเจ้า..
..ชะตากรรมของพวกเรานั่นล่ะ"
น้ำเสียงแผ่วเบาอันติดจะสั่นสะท้านดังออกมาจากปากของท่านอาจารย์ และมันยิ่งทำให้มูเป็นกังวลหนักขึ้น
"ข้าไม่เข้าใจเลย..."
เด็กหนุ่มเปรย พร้อมกับยื่นท่อนแขนแข็งแกร่งให้ท่านอาจารย์สวมห่วงเหล็กอีกครั้งหนึ่งแต่โดยดี
"มู... แท้ที่จริงแล้ว พวกเรามิได้สืบเชื้อสายของชาวทิเบตหรอกนะ... ทั้งเจ้าและข้า"ในที่สุด ชิออนก็ยอมเปิดปากบอกถึงเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด
"ต้นกำเนิดที่แท้จริงของพวกเรานั้น มันเก่าแก่กว่านั้นมากนัก เจ้าเคยได้ยินเรื่องของทวีปที่สูญหายไปหรือเปล่าล่ะ"
เด็กหนุ่มหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า
"ทวีปแอตแลนติส ที่ในหนังสือบอกไว้ว่า.... "
"ใช่แล้ว...
แต่ว่าข้อมูลจากบางแหล่งก็อ้างว่าเป็นทวีปมู.....ทว่าก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์หรอกนะ
ว่าชื่อทั้ง2นั้นเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันหรือเปล่า"ชิออนอธิบาย
"พวกเราสืบเชื้อสายมาจากที่นั่น ถึงแม้ว่าทวีปนั้นจะล่มสลายมานับหมื่นปีแล้ว แต่ว่าก็ยังมีผู้คนบางส่วน ที่ยังหลบหนีออกมาได้ทัน ก่อนที่เกาะทั้งเกาะจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร"
"ถ้าเช่นนั้น...พลังจิตในการเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆที่พวกเรามีก็.. เป็นความสามารถที่ได้รับสืบทอดมาจากคนเหล่านั้นด้วยเหรอครับ"
ชิออนพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจยาว
"ใช่แล้ว... ผู้คนเหล่านั้นมีความสามารถที่ยากจะมีใครมาเสมอเหมือน อีกทั้งยังเป็นชนชาติที่เรืองอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทว่า...
ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องคำสาปด้วย...
กล่าวคือ พวกเรา... จะบรรลุเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ17ปี และในทุกชั่วระยะเวลาประมาณร้อยปี หรือประมาณทุก3ชั่วรุ่น ก็จะมีอาถรรพ์โบราณเกิดขึ้นกับพวกเรา..."
ถึงตอนนี้น้ำเสียงที่ดังกังวานอยู่ก็พลันแผ่วเบาลง... ทว่ากลับจะทวีความเยือกเย็นยิ่งขึ้น
"ร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันจะเป็นจุดชี้ชะตาชีวิตของเรา...
หากว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทางที่ดีก็แล้วไป แต่ถ้าหากว่าโชคไม่ดีล่ะก็..
เจ้าอาจจะมิได้มีรูปกายเป็นมนุษย์อีกเลย... หากแต่จะกลายเป็นอสูรกายจากขุมนรกที่สูญเสียดวงวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล..... และเมื่อถึงเวลานั้น....."
ดวงตาสีม่วงของชิออนพลันทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
ทันทีที่รับรู้ได้ว่าแสงสว่างแห่งวันได้พลันเลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว ก่อนจะต้องเบิกตากว้างอย่างตระหนก เมื่อตระหนักได้ว่า.....
ณ บัดนี้ ดวงจันทร์กลมโตสีเงินได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเสียแล้ว
แสงจันทร์สีเงินยวงอันสุกสว่างสาดแสงอันเย็นตาเข้ามาภายในหอคอย อาบไล้ไปทั่วร่างทั้ง2 พร้อมด้วยหัวใจที่เต้นเร็วแรงของผู้เป็นอาจารย์.....
-------------------------------------------------
To Be Con...Chapter4 *0*
ทั้งตอนนี้เเละตอนหน้าเป็นตอนที่เราชอบมากๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าเขียนสนุกเเล้วก็ไม่น่าเบื่อเลย(รึเปล่า!?)
อ่านเเล้วเป็นยังไงบ้าง ของความคิดเห็นเช่นเคยค่า^0^
เเละมูนดรอปยังมีตัวอย่างจากตอนหน้ามาให้อ่านเล่นอีกเช่นเลย.....
โอ๊ย!!
วินาทีนั้นเอง มัน ก็เกิดขึ้น......
อย่ายอมแพ้!!....
น้ำเสียงอันร้อนรนของผู้เป็นอาจารย์ยังคงแว่วเข้ามาในหูในขณะที่ตนเองกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สายโซ่เส้นโตถูกดึงกระชากสุดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ร่างกายกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
นึกถึง16ปีที่ผ่านมาของเจ้าสิ! อย่ายอมแพ้ต่อมัน จำเอาไว้.. ว่าเจ้าคือมนุษย์!!
สู้กับมันสิมู... เพราะหากเจ้าทำไม่ได้...
สุดท้ายข้าก็คงจะต้องสังหารเจ้าทิ้ง..... ถึงตอนนี้ น้ำเสียงอันดุดันก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลด
edit @ 2007/09/15 20:14:16
edit @ 10 Oct 2007 22:02:51 by ~Moondrop~
edit @ 14 Oct 2007 18:03:13 by ~Moondrop~
Chapter4
"แล้วยังไงต่อหรือครับ"
น้ำเสียงอันแหบห้าวของหนุ่มน้อยที่ยังคงกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องต่อดังกังวานขึ้นอีก ในขณะที่ผู้เป็นอาจารย์ได้แต่นั่งตัวแข็งค้างอยู่เช่นนั้น ด้วยตระหนักถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจนี้
....หวังว่ามูคงจะมิใช่คนที่บังเอิญจะต้องพบเจอกับอาถรรพ์นั้นหรอกนะ...
ศิษย์รักของเขา คงจะไม่ต้องโชคร้ายถึงเพียงนั้นใช่หรือไม่....
นั่นเป็นอีกครั้งที่ชิออนเฝ้าภาวนาให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น เขาเองก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาสีม่วงอันเต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วงโดยมิได้ปิดบังอำพรางพลันตวัดกลับมายังร่างของศิษย์รักที่กำลังทำหน้างุนงงพร้อมกับเกาศีรษะแกรกๆ ส่งผลให้สายโซ่เส้นโตครูดกับผนังหินดังครืด
"มูเอ๋ย.... จงฟังคำข้าไว้ให้ดี
ไม่ว่าต่อแต่นี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ก็ขอให้เจ้าจงเข้มแข็ง อดทนและจงอย่ายอมแพ้มัน
ในท้ายที่สุดแล้ว... ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงข้าก็ยังคง.."
"โอ๊ย!!"
วินาทีนั้นเอง มัน ก็เกิดขึ้น......
มูถึงกับตัวงอ เมื่อความเจ็บปวดอันไร้สาเหตุที่ไม่เคยคุ้นมาก่อนพลันระเบิดขึ้นทั่วร่าง ราวกับว่ากระดูกและกล้ามเนื้อทั่วเรือนกายของตนกำลังยืดหดและขยายตัวพร้อมๆกันอย่างนั้นแหละ
ความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้าไปถึงสมองทำให้เขาถึงกับต้องแผดร้องออกมาสุดเสียง
"อย่ายอมแพ้!!...."
น้ำเสียงอันร้อนรนของผู้เป็นอาจารย์ยังคงแว่วเข้ามาในหูในขณะที่ตนเองกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง สายโซ่เส้นโตถูกดึงกระชากอย่างสุดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ร่างกายกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
"นึกถึง16ปีที่ผ่านมาของเจ้าสิ! อย่ายอมแพ้ต่อมัน จำเอาไว้.. ว่าเจ้าคือมนุษย์!!
สู้กับมันสิมู... เพราะหากเจ้าทำไม่ได้...
สุดท้ายข้าก็คงจะต้องสังหารเจ้าทิ้ง....." ถึงตอนนี้ น้ำเสียงอันดุดันก็พลันเปลี่ยนเป็นเศร้าสลด
ทว่า.... อารีเอส มูกลับตอบรับคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ด้วยเสียงคำรามที่น่าขนลุก ดวงตาแดงก่ำอันสว่างจ้าคู่นั้นเบิกโพลง ในขณะที่กระดูกทั่วทั้งร่างกำลังปรับโครงสร้างใหม่ พร้อมกับปีกสีเทาดำอันน่าเกลียดน่ากลัวที่กำลังงอกออกมาอย่างช้าๆจากกลางหลัง ในขณะที่ผิวกายสีฟ้าอมเทานั้นกำลังมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
"มู!!!"
......นี่ข้าจะต้องสังหารศิษย์ของตัวเองเป็นครั้งที่2จริงๆหรือนี่......
ชิออนคิดอย่างหดหู่พร้อมด้วยดวงตาอันร้อนผ่าวที่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ก่อนจะไหลรินอย่างช้าๆลงสู่เรียวแก้ม ในขณะที่ยังคงจับจ้องร่างที่ เคย เป็นศิษย์รักของตนนิ่งงัน พร้อมกับเร่งพลังคอสโมขึ้น
เจ้าอสูรกายจากขุมนรกที่ยังมิทันจะได้สิ้นสุดกระบวนการเปลี่ยนแปลงหันมาขู่คำรามทันทีพร้อมทั้งกางปีกออกอย่างต้องการข่มขวัญคู่ต่อสู้ คมเขี้ยวขาววาววับอันนับไม่ถ้วนในปากที่กำลังแสยะกว้างราวกับจะตรงเข้ามาขย้ำนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
บัดนี้ห่วงเหล็กที่ล่ามติดขาหน้าและขาหลังของมันกลับดูเล็กไปถนัดใจเมื่อเทียบกับร่างกายที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น...
จนกระทั่ง.. ในที่สุดมันก็ได้กระชากสายโซ่และห่วงเหล็กจนขาดสะบั้นออกจากกัน
"ศิษย์ข้า..... จงวางใจเถิด ข้าจะมิให้เจ้าต้องเจ็บปวดทรมานเลยแม้แต่น้อย"
น้ำเสียงทุ่มลึกอันสั่นสะท้านของผู้เป็นอาจารย์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเงื้อมือขึ้น....
แต่ทันใดนั้นเอง.....
....ปาฎิหาริย์ก็พลันบังเกิด....
เมื่อร่างของอสูรร้ายสีเทาเหลือบดำที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆกลับมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อร่างอันใหญ่โตมโหฬารของมันพลันลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยเกล็ดแข็งๆที่ค่อยๆอ่อนตัวลงอีกทั้งยังเลือนหายไปเวลาไล่เลี่ยกัน
ชิออนได้แต่เบิกตาค้างพลางจ้องมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างแทบไม่เชื่อสายตา ในขณะที่ใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายที่ปรากฏคราบน้ำตานั้นกลับมีสีเลือดมากขึ้น ด้วยตระหนักได้ว่า...
บัดนี้มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแล้ว เมื่อร่างตรงหน้ากำลังดูเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกทีๆ...
ผิวสีเทาเข้มกำลังกลายเป็นสีขาวอมชมพูอย่างที่มนุษย์ควรจะมี ในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นๆก็เริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นทุกทีๆ จนกระทั่ง.....
ในที่สุดเขาก็ถึงกับพบว่ามีมนุษย์คนหนึ่งนอนกองอยู่เบื้องหน้า....
และอย่างไม่รอช้า ชิออนรีบผวาเข้าไปประคองลูกศิษย์ของตนขึ้นมาทันที
"มู!!"
โกลเซนต์อารีเอส มูเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆเมื่อได้ยินเสียงเรียก
"ท่านอาจารย์.. ข้า... เป็นมนุษย์ครับ อย่างที่ท่านได้กรุณาสอนสั่ง"
เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ก่อนจะสิ้นสติลงในอ้อมแขนของชิออน ท่ามกลางสีหน้าอันตกตะลึงพรึงเพริดของผู้เป็นอาจารย์
เมื่อสุ้มเสียงที่เปล่งออกมานั้นมิได้แหบห้าวอย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป...
....หากแต่มันกลับกลายเป็นเสียงของสตรีเพศ!!...
----------------------------------------------------------
To Be Con.... Chapter5*0*
ในที่สุดThemeหลักของเรื่องก็ปรากฏขึ้นเเล้วล่ะค่ะนั่นก็คือคู่พระ-นาง ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์เเบบ ตั้งเเต่นี้เป็นต้นไป
ซึ่งส่วนหนึ่งเราคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจดี ในเรื่องของการปรับตัวเข้าหากันระหว่างทั้งคู่ เเล้วก็การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของมูด้วย
เเละตัวอย่างจากตอนที่5ค่ะ^ 0^
....มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน........
มูก้มลงมองร่างกายของตนเองด้วยใบหน้าแดงก่ำ พร้อมด้วยดวงตาสีเขียวเข้มที่เบิกค้างอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะรีบกระโจนเข้าไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ชิดมุมหนึ่งของห้อง
และทันทีที่ได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของตนเองอย่างเต็มตาเขาก็แทบจะล้มทั้งยืน
....ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้....... เขาคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ...
-------------------------------------------------------------
edit @ 2007/05/29 00:09:08
edit @ 2007/05/29 00:11:31
edit @ 2007/05/29 10:07:39
edit @ 2007/09/15 20:14:45
edit @ 10 Oct 2007 22:06:40 by ~Moondrop~
edit @ 14 Oct 2007 17:59:10 by ~Moondrop~
edit @ 14 Oct 2007 18:04:06 by ~Moondrop~